พุทธศาสนาในโลกสมัยใหม่ในแบบของเชอเกียม ตรุงปะ

พุทธศาสนาในโลกตะวันตกที่ถูกสอนโดยธรรมาจารย์ชาวเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นเซน เถรวาท หรือ ธิเบต ต่างก็พยายามเผยแผ่คำสอน โดยผ่านทางรูปแบบวัฒนธรรมเอเชียดั้งเดิม โดยความเชื่อลึกๆที่ว่า


"การสอนพุทธธรรมแก่ชาวตะวันตกเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้" (การสอนพุทธธรรมในโลกวัตถุนิยมสมัยใหม่เป็นไปไม่ได้)


นักเรียนชาวตะวันตกจึงต้องพยายามเป็นชาวญี่ปุ่นเพื่อศึกษาเซน พยายามเป็นชาวเวียดนามหรือเอเชียเพื่อมีชีวิตอยู่แบบชาวหมู่บ้านพลัม หรือ พยายามเป็นชาวตะวันตกเพื่อปฏิบัติตามแบบชัมบาลา...


"ทว่าเชอเกียม ตรุงปะ ไม่เคยมีความปรารถนาจะให้ศิษย์ของท่านเปลี่ยนวิถีชีวิตมาเป็นคนธิเบต ...เมื่อพุทธศาสนาได้มาสู่โลกตะวันตก ก็ควรวิวัฒน์มาเป็นพุทธศาสนาแบบตะวันตก ทั้งหมดจะบังเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความเข้าใจในภาษาและวัฒนธรรมของสังคมนั้นๆ เพื่อธรรมะจะได้หยั่งรากลงไป"


วิสัยทัศน์นี้ คือ การเห็นคุณค่าของทุกเหตุปัจจัยบนผืนดินตามที่เป็น โดยไม่พยายามยัดเยียด "สิ่งที่ดี" หรือ "ธรรมะ" ให้กับผู้คน แต่กลับมองว่าธรรมะที่แท้ คือ ประสบการณ์ชีวิตของคนเหล่านั้น ที่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นพลังทางปัญญาและความกรุณา ในรูปแบบที่แตกต่างตามที่เป็น

Comments

great sight

您好,我brian.Thank'分享此
post.this s是很大的帮助,我和其他人。
วัชราจารย์เชอเกียมตรุงปะ
ริมโปเชเกิดที่ธิเบตในปี1940ท่านถูกระบุตัวว่าเป็นตุลกูหรือร่างที่มาเกิด
ใหม่ของลามะองค์สำคัญขณะอายุได้สิบสามเดือนและได้รับการอภิเษกเป็นตรุ
งปะที่สิบเอ็ดโดยกรรมาปะ
ที่สิบหกผ่านการศึกษาอย่างเคร่งครัดกับคุรุเพื่อบรรลุถึงปรีชาญาณแล้วเดิน
ทางสู่ธรรมศาลา(อินเดีย)ในปี1960หลังจากจีนใช้กำลังทหารเข้ายึดครองธิเบต
ท่านเป็นบุคคลรุ่นแรกๆที่
นำพุทธศาสนาสายธิเบตมาเผย
แผ่ยังโลกตะวันตกโดยท่านพยายามจะนำเสนอพุทธศาสนาในแง่มุมที่มิได้แปลกแยกจาก
สังคมตะวันตกแต่เป็นหนทางที่มุ่งเข้าสู่หัวใจของปรีชาญาณในแต่ละวัฒนธรรมการ
สอนของท่านจึงเน้นวิถีทาง
ธรรมในรูปแบบฆราวาสมากกว่า
รูปแบบทางศาสนาการปฏิบัติภาวนาที่ท่านแนะนำแก่ลูกศิษย์จึงมีทั้งศิลปะการ
เขียนอักษรการจัดดอกไม้การยิงธนูแบบญี่ปุ่นพิธีชาการร่ายรำภาพยนตร์ปฏิบัติ
ธรรมจัดตั้งชุมชนและสถาบันการศึกษาแนวใหม่(มหาวิทยาลัย
นาโรปะ)ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง
ของวัฒนธรรมพุทธวิถีใหม่ที่กำลังเบ่งบานในโลกตะวันตก

 

................................................................

desk lamp

hagiography

เปรียบ hagiography ได้กับภาพปะติดปะต่อชีวิตของบุคคล จากเหตุการณ์ อุปสรรค ประสบการณ์ชีวิต การปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในชีวิตจริง


"ภาพของท่านเชอเกียม ตรุงปะ ทำให้เรานึกถึงภาพกระจกหลากสีบนบานหน้าต่าง ซึ่งรังสรรค์ปะติดปะต่อขึ้นจากกระจกหลายหลากชิ้นประดับอยู่บนผนังโบสถ์ ท่านทำให้คุณลานตาลายใจ ได้เช่นเดียวกับกระจกอันน่าพิศวงเหล่านั้น หากแต่สิ่งที่มิอาจเปรียบเทียบได้ก็คือ ในขณะที่ความบรรเจิดเพริศพรายทำให้เราตะลึกงันอยู่นั้น ความปราดเปรื่องแหลมคมของท่าน อาจกระตุ้นให้เราเกิดความหวาดหวั่นพรั่นพรึงอย่างที่สุด เพราะมันได้เผยให้เราเห็นถึงมุมมืดที่หลบซ่อนอยู่ตรงก้นบึ้งของใจเรา"

ไม่ใช่ลัทธิศาสนาหากเป็นวิถีชีวิต

ท่านตรุงปะอธิบายอยู่เสมอว่า พุทธศาสนาไม่ใช่ลัทธิศาสนา หากเป็นวิถีชีวิต ศาสนธรรมจะต้องไม่ใช่โลกที่อยู่แยกต่างหากจากสังคมและผู้คน...


ชีวิตของธรรมาจารย์ คำสอน และวิสัยทัศน์ของท่าน จึงไม่สามารถแยกขาดจากบริบทของสังคมที่ท่านมีชีวิตอยู่ อันนี้ในวิชาประวัติศาสนาจะมีคำเรียก คือ hagiography ซึ่งหมายถึง ชีวประวัติของนักบุญ หรือบุคคลสำคัญ ที่ถ่ายทอดออกมาในลักษณะของเรื่องเล่าเชิงตำนาน ผ่านประสบการณ์ตรงของผู้เล่า ที่ชีวิตของคนผู้นั้นได้สั่นสะเทือนถึงสังคมและผู้คน เกิดเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ (อันมักจะถูกมองโดยคนในยุควิทยาศาสตร์วัตถุนิยม ว่า "เวอร์" หรือ "เป็นไปไม่ได้") ซึ่งต่างจากความหมายที่คับแคบของชีวประวัติ (biography) ที่มักจะตัดทอนอารมณ์หรือแรงสั่นสะเทือนในชีวิตของคนผู้นั้น จนเหลือเพียง "ข้อเท็จจริง" ที่มักเป็นไปในทางเชิดชู วิพากษ์ หรือสรุปชีวิตของบุคคลผู้นั้นอย่างแห้งแล้ง ไม่ตรงกับความเป็นจริงในแง่ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงอย่างหลากหลายยิ่ง

becoming a buddhist

as CTR explained, becoming a buddhist is not a matter of trying to live up to what you would like to be, but to be be what you are: "this possibility is connected with seeing our confusion, or misery and pain, but not making these discoveries into an answer."

เมล็ดพันธุ์

เหมือนกับเมล็ดพันธุ์ที่จะงอกก็ต้องสลายศิโรราบตัวเองลงสู่ผืนดินเสียก่อน แล้วอะไรจะงอกงามจากผืนดินนั้น ส่วนหนึ่งก็มาจากแก่นแห่งเมล็ดพันธุ์เดิม พร้อมกับธาตุอาหาร น้ำ แสงแดด ฝน ฤดูกาล การไถพรวน และอื่นๆ ที่เป็นเหตุปัจจัยของผืนแผ่นดินแห่งใหม่

ธรรมะกับความเป็นสากล

 ดูเหมือนมันจะเป็นอะไรที่พ้นไปจากวัฒนธรรม อย่างที่ว่าธรรมะที่แท้มันเป็นสากล ที่สากลไม่ใช่ว่าใครๆก็เออออว่าดี แต่มันเป็นสากลก็เพราะทุกคนก็มีความรู้สึก อารมณ์ ความกลัว ความคาดหวัง ความทุกข์ ความยึดมั่นอะไรต่อมิอะไรไม่ต่างกัน  การทำงานกับตัวเองเพื่อทำความเข้าใจ ทำความรู้จัก ภาวะต่างๆเหล่านั้นก็เลยเป็นสากลกระมัง

r