There are currently 0 users online.
สัมภาษณ์โดย ใบพัด ชนะภัย
ในจุลสารป๋วย เมษายน ๒๕๕๕
ถาม: เพื่อนผมหลายคนประกาศออกมาตรงๆ ว่าไม่มีศาสนา คนรุ่นใหม่หลายๆ คนก็เป็นแบบนี้ งั้นศาสนาของคนรุ่นใหม่เป็นแบบไหน พวกเขาเชื่อในอะไร
ทะไลลามะกล่าวไว้ว่า "ไม่มีศาสนา ไม่มีการปฏิบัติธรรมนั้นมนุษย์อยู่รอดได้ แต่ถ้าไม่มีหัวใจที่รักในเพื่อนมนุษย์ มนุษย์อยู่รอดไม่ได้"
การที่คนรุ่นใหม่ไม่เชื่อในพิธีกรรม หรือแม้แต่ไม่มีศาสนา จริงๆ แล้วเป็นสัญญาณที่ดี ว่าพวกเขามีความเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น มีสติปัญญาที่จะคิดเอง ลองผิดลองถูกด้วยตัวเองมากขึ้น พึ่งพาอำนาจนอกตัวน้อยลง ความเชื่อทางศาสนาก็เลยดูเป็นเรื่องไร้สาระไป เมื่อเทียบกับเสรีภาพที่จะออกเดินทางและเรียนรู้จากประสบการณ์ของตัวเอง โลกทุกวันนี้ทั้งทางกายภาพ จินตนาการ ความคิดมันเปิดกว้างอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ มันดูจะสอดคล้องกับความเป็นสากลมากขึ้น ซึ่งเราอาจมองว่าเป็นอิทธิพลจากโลกตะวันตกก็ได้ แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นก็คือ อำนาจทางศาสนาจำเป็นต้องลงมาปฏิสัมพันธ์กับโลกของความเป็นจริงมากขึ้นไม่นั้นมันคงอยู่ไม่ได้ เส้นแบ่งระหว่างโลกย์กับธรรมจะบางลงจนแยกไม่ออก บทบาทของนักบวชทางศาสนาจะลดลงและเข้ามาอยู่ในวิถีชีวิตปุถุชนที่มีเสรีภาพในการกระทำ อารมณ์ความรู้สึก และความคิด (ความเป็นตัวของตัวเอง) ภาษาที่ใช้สื่อสารคุณค่าทางศาสนาจะกลายเป็นภาษาบ้านๆ ที่ใช้กันทั่วไปในชีวิตประจำวัน ในตะวันตกเรียกศาสนาในโลกสมัยแบบนี้ว่า "คุณค่าทางจิตวิญญาณ" (Spirituality)
แต่ไม่ว่าจะมีศาสนาหรือไม่ เรื่องหัวใจ เรื่องจิตใจก็ไม่มีใครปฏิเสธจริงมั๊ย ทุกคนยังต้องการแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิตอย่างมีทิศทาง มีคุณค่า และมีความหมาย ทุกคนมีความทุกข์ และปรารถนาจะผ่านความทุกข์ไปได้อย่างสง่างาม เรียนรู้ และเติบโตเป็นคนที่สมบูรณ์มากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ผมว่าไม่มีอะไรขัดแย้งกับพุทธศาสนาเลยนะ หากเราเข้าใจว่าคุณค่าทางจิตวิญญาณของพุทธศาสนาคืออะไร ก็ไม่เห็นมีอะไรต้องกลัว ส่วนตัวผมกลับมองว่าความหวังของพุทธศาสนาไทย ก็อยู่ที่คนรุ่นใหม่นี่แหละ
ถาม: เพื่อนผมที่ไม่มีศาสนาเชื่อในความดีงาม เชื่อเรื่องการแบ่งปัน เวลาทำบุญจะไม่ไปวัด ไม่ไหว้พระ ไม่เฉพาะเพื่อนผม แต่คนรุ่นใหม่หลายคนก็เป็นแบบนี้ เราเบื่อวัดที่มีรูปแบบพิธีกรรมรกรุงรัง น่าเบื่อ ไม่ตอบโจทย์ และโคตรเชย การทำบุญของรุ่นใหม่ที่ผมสังเกตจะออกแนว สงเคราะห์ แบ่งปัน และจิตอาสา
เห็นมั๊ย ถึงไม่มีศาสนา การดำเนินชีวิตไปอย่างสอดคล้องกับหัวใจมันก็ยังคงเกิดขึ้นได้ เขาอาจจะไม่ทำบุญตามรูปแบบเพราะหัวใจเขาไม่รู้สึกอะไรกับมัน ก็ไม่ต้องทำ ถ้าไปช่วยงานปอเต็กตึ๊งแล้วหัวใจมันรู้สึกถึงบุญ นั่นก็คือการทำบุญของคุณ ความกล้าทดลองตรงนี้จะทำให้เราเห็นความเป็นไปได้ของการทำบุญในรูปแบบที่หลากหลายยิ่งขึ้น บุญงอกงามยิ่งขึ้น มีพัฒนาการที่กว้างไกลมากขึ้น กระจายบุญออกไปในแนวราบ แทนที่จะกระจุกตัวได้บุญกันแต่ในวัดหรือยกสถานะคนมีบุญให้สูงเกินจริง ซึ่งนั่นจะเป็นผลดีต่อสังคมประชาธิปไตยและสังคมโลกที่มีความเป็นเสรีนิยมสูงขึ้น ซึ่งผมมองว่าบุญก็ต้องเข้าถึงได้ในหลากหลายบริบทมากขึ้นด้วย ศาสนาไม่ใช่เจ้าของบุญอีกต่อไป ซึ่งนั่นเชื่อมโยงอยู่กับแนวคิดเรื่องคุณค่าทางจิตวิญญาณ หรือ spirituality
อีกอย่างนึงที่เรายังไม่ค่อยพูดถึงกันก็คือเรื่องการทำบุญ ในลักษณะของการเข้าไปทำความเข้าใจและปรับเปลี่ยนโครงสร้างสังคมให้สอดคล้องกับเหตุปัจจัยที่เปลี่ยนไป คือ จริงๆ แล้ว บุญใครทำก็ได้บุญนะ แต่ถูกโครงสร้างทางสังคมกดไว้ไม่ให้คนทั่วไปเข้าถึงได้ บุญก็เลยกระจุกอยู่เฉพาะคนบางกลุ่ม ดังนั้นการมีส่วนร่วมเพื่อให้สังคมมีความเท่าเทียม กดขี่ช่วงชั้นกันน้อยลง ซึ่งต้องอาศัยการแสดงความคิดเห็น การรับฟังกัน และการมีส่วนร่วมทางการเมืองด้วยสติปัญญาและความกล้าหาญ ก็จะทำให้การเข้าถึงบุญสามารถเปิดกว้างออกไปในแนวราบได้มากขึ้น ซึ่งตรงนี้ผมว่าคนส่วนใหญ่ยังมองกันไม่เห็นเท่าไหร่ว่าการมีส่วนร่วมในสังคมประชาธิปไตย การต่อสู้เรียกร้องให้เกิดความเป็นธรรมทางสังคมนั้นก็เป็นบุญเป็นกุศลได้ด้วย
ถาม: เดี๋ยวนี้เรามีฆราวาสที่เข้าใจธรรมะ สามารถนำวิปัสสนากรรมฐานได้ คุณบอกว่าพยายามที่จะเอาธรรมะออกจากวัด ผมเข้าใจความหมายนะ แต่ งั้นบทบาทพระจะเหลืออะไรนอกจากการเป็นพราหมณ์คอยทำพิธีกรรม เอาเข้าจริงๆ พระยังจำเป็นอยู่ไหมสำหรับสังคมสมัยใหม่
ในสังคมประชาธิปไตย ในการปกครองแบบรัฐฆราวาส ที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนหรือปุถุชน พระจำเป็นต้องจำกัดอำนาจและสถานะทางสังคมให้ที่มีขอบเขต ไม่งั้นอำนาจทางศาสนาจะถูกหยิบยืมไปใช้สร้างความชอบธรรมให้คนบางคนอยู่สูงกว่าคนอื่น มีเสียงดังกว่าคนอื่น ผมไม่เห็นว่าจะเป็นปัญหาเลยนะ ถ้าเราลดจำนวนวัดลงสักหน่อย แล้วเปลี่ยนวัดให้เป็นสวนป่า สวนสาธารณะ แล้วจำกัดเงินที่ใช้อุดหนุนเปลือกผิวทางศาสนาลงไปบ้าง โอเค ความฟู่ฟ่าอะไรต่อมิอะไรอาจลดลงไปบ้าง ประหนึ่งว่าพุทธศาสนาจะลดความยิ่งใหญ่ลงไป แต่จริงๆ แล้วผมว่าเป็นเรื่องดี วัดและพระสมัยนี้เสียงดังเกินไป ไม่เห็นคุณค่าของความวิเวกและความสันโดษ แล้วผมก็นึกไม่ออกว่าคุณค่าทางจิตวิญญาณมันจะเติบโตยังไงในสิ่งแวดล้อมที่เสียงดังขนาดนั้น ที่น่ากลัวที่สุดคือ การหลงตัวว่าถ้าตัวเองเป็นพุทธ ตัวเองมีธรรมะจะเสียงดังกว่าคนอื่น อันนี้ผมว่ามันผิดเพี้ยนไปมากๆ
ผมไม่เห็นปัญหาเลยจริงๆ ว่าถ้านำธรรมะออกจากวัดแล้วจะเกิดความเสียหายตรงไหน การทำงานด้านศาสนา ด้านจิตวิญญาณ ด้านการเยียวยา ด้านการนำภาวนา ก็ทำกันได้หมดไม่ว่าจะเป็นพระเป็นฆราวาส ในวัดนอกวัด ทุกวันนี้เส้นแบ่งมันก็บางมากๆ อยู่แล้ว ดีเสียอีก เราจะได้มีพระที่เป็นคนธรรมดาๆ มากขึ้น เสียงไม่ดังกว่าคนอื่น ไม่มีอำนาจ ไม่มีเงินบริจาคมากมายจนเกินพอดี และทุกอย่างจะได้ถูกมองเป็นงานสาธารณะที่ถูกตรวจสอบจากสาธารณะได้ทั้งหมด อะไรหลายๆ อย่างมันคงกลับมาในครรลองคลองธรรม ส่งเสริมคุณค่าทางจิตวิญญาณ ความเรียบง่าย ความเข้าใจทุกข์ และเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตวมากกว่าที่เป็นอยู่
ส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าบทบาทพระยังเป็นสิ่งจำเป็นนะ ในสังคมไทยถ้าพระเป็นพระจริงก็สามารถทำอะไรได้สะดวกกว่าฆราวาสเยอะ มันก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน ซึ่งสำหรับผมเราจึงต้องมีครบทั้งพุทธบริษัท 4 เป็นกัลยาณมิตรต่อกัน หารือกัน ช่วยเหลือกัน เคารพกัน พุทธศาสนาจึงจะมีศักยภาพเต็มที่สุด
ถาม: พระท่านว่า ศรัทธากับปัญญาต้องไปด้วยกัน ควบคู่กันไป ผมตั้งข้อสังเกตว่าคนรุ่นใหม่เน้นหนักไปทางปัญญา น้อยนักที่จะมีศรัทธา คือเชื่อมั่นในตัวเองจนไม่เชื่อในอะไรเลย
ก็มีแนวโน้มไปแบบนั้น เพราะสังคมไทยหากินกับศรัทธามากเกินไปหน่อย จนคนรุ่นใหม่ก็คงระอา และไม่อยากศรัทธาอะไรง่ายๆ ศรัทธากลายเป็นความหลง กลายเป็นความจงรักภักดีอย่างไม่ลืมหูลืมตา กลายเป็นไม่เชื่ออย่าลบหลู่... ซึ่งในความเป็นจริงมันไม่ใช่ สำหรับผม ศรัทธาจะเกิดขึ้นได้ จะต้องมีปัญญากำกับ ซึ่งจุดเริ่มต้นเราต้องได้เจอกัลยาณมิตรที่ดี คนที่ทำให้เรารู้สึกศรัทธาในความเป็นมนุษย์ ที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบนะ แต่เรารู้สึกศรัทธาความเป็นมนุษย์ของเขา รักเขาในสิ่งที่เขาเป็น หากเรามีกัลยาณมิตรที่ดี ความไว้วางใจ และรักเพื่อนมนุษย์ก็จะถูกบ่มเพาะ จนสามารถเผื่อแผ่ไปยังคนรอบข้างและผู้อื่นได้ด้วย หัวใจที่รักเพื่อนมนุษย์คือศรัทธา ศรัทธาในความดีงาม ศรัทธาในสติปัญญา ศรัทธาในความตื่น ซึ่งศรัทธาแบบนี้จะช่วยให้ปัญญาของเรามีทิศทาง มีความละเอียดและอ่อนโยนยิ่งขึ้น และที่สำคัญคือมีความกล้าหาญ และรักในความเป็นธรรม
ถาม: คนที่บอกว่าไม่มีศาสนา แต่นิยมยกย่องความเป็นมนุษย์ เชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง แต่จริงๆ เรื่องนี้ก็ไม่ใช่ของใหม่นี่ เพราะทางพุทธก็เชื่ออยู่แล้วว่า มนุษย์มีพลังของการตื่นรู้ มีเมล็ดพันธ์ที่จะสำเร็จเป็นพุทธะ การแสวงหาของเจ้าชายสิทธัตถะคือ การทดลองขีดความสามารถของพลังมนุษย์
ใช่ คนไทยมองพุทธศาสนาสูงส่งเกินไปจนกลายเป็นอะไรไม่รู้ พุทธศาสนาจริงๆ ก็คือ เส้นทางการฝึกตนเพื่อส่งเสริมศักยภาพทั้งทางสติปัญญาและหัวใจของมนุษย์นั่นเอง พุทธะต้องถูกทำความเข้าใจแบบนี้ให้มากขึ้น ชาวพุทธต้องมีความกล้า ต้องมีหัวใจที่ศรัทธาในความเป็นมนุษย์ แต่แน่นอนมันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราถูกห้อมล้อมด้วยสังคมที่กำลังสับสนอวิชชาว่าเป็นพุทธะ และมองพุทธะว่าเป็นมาร ดังนั้นจะเดินตามรอยพระพุทธองค์ ก็ต้องตั้งหลักกันให้ดีๆ
ถาม: ศาสนทายาทอย่างพระสงฆ์ถูกท้าทาย หลักธรรมคำสอนถูกตั้งคำถาม คนรุ่นใหม่หลายคนก้าวล่วงไปในพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์ ปรากฏการณ์นี้กำลังบอกอะไร
นี่ไง ก็เพราะศาสนทายาท คือ พุทธบริษัท 4 ไม่ใช่ภิกษุสงฆ์อย่างเดียว และที่ภิกษุสงฆ์ถูกท้าทายมาก ก็อาจเป็นเพราะความคิดที่ว่าภิกษุสงฆ์คืออำนาจทางศาสนาสูงสุดหนึ่งเดียวนี่แหละ ความคิดนี้ทำให้พระตัดขาดจากคนอื่นในสังคมไปหมด ไม่มีเพื่อน ไม่มีกัลยาณมิตรที่เห็นต่าง มีแต่อำนาจบาตรใหญ่ พระทุกวันนี้น่าสงสารมาก ทำอะไรก็ผิดไปหมด แสดงความคิดเห็นแต่ละอย่างก็แปลกๆ ซึ่งในอีกทางหนึ่งก็ต้องมองไปที่สถานะการวางตัวของพระในสังคมสมัยใหม่ มองไปที่อำนาจที่ปกครองพระอยู่ว่าวางตำแหน่งแห่งที่ของตนถูกต้องไหม ในความเห็นผมนะ อำนาจที่ครอบงำศาสนาตอนนี้มันมีเยอะเกินไป แถมบางส่วนพระเองก็ยังไม่รู้ตัว ยังอยากให้พุทธศาสนาถูกระบุเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญอีก ซึ่งนั่นจะยิ่งทำให้หายนะกันไปใหญ่ พระจะกลายเป็นพระเจ้าเลย อำนาจศาสนาจะระรานทั่วไปหมด พุทธศาสนาจะกลายเป็น Fundamentalism เลย อย่างที่ศาสนาในตะวันตกเคยหลงตัวในอัตตาทางศาสนาแบบนี้มาก่อนแล้ว
ปรากฏการณ์ที่คนรุ่นใหม่จำนวนมาก ด่าพระ ไม่เคารพพระ วิพากษ์วิจารณ์พระ ไม่สนใจศาสนา ไม่เข้าวัด ไม่ทำบุญ ไม่อะไรทั้งนั้น กำลังเป็น feedback ที่สำคัญของสถานะทางสังคมของพุทธศาสนาในปัจจุบันเลยทีเดียว ขึ้นอยู่กับว่าคนในโครงสร้างอำนาจศาสนาจะมองเห็นกันไหม ถ้ามองไม่เห็น เห็นแต่คำสาธุ มันก็จะยิ่งหนัก ยิ่งหนัก และแทนที่จะมอง feedback เหล่านี้เป็นคุณ ก็จะมองเป็นภัยคุกคามความมั่นคงทางศาสนา แบบที่มหาเถรสมาคมทำ แบบที่สำนักพุทธ กระทรวงวัฒนธรรมกำลังทำ ยิ่งกด ยิ่งควบคุม ยิ่งปฏิเสธ ยิ่งตัดสิน ยิ่งแบน …. ซึ่งมันก็ยิ่งจะไปกันใหญ่
ถาม: สถานการณ์พุทธบ้านเราตอนนี้ไม่สู้จะดีนัก ทำไมช่วงนี้พระบ้านเรามักมีคำพูดคำจาแปลกๆ
ก็เพราะไม่ค่อยได้ฟังใคร ไม่ค่อยได้สนทนากับใคร เทศนาแต่ความคิดของตัวเอง จนไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่ตัวเองพูดมันแปลกๆ
ถาม: การทำเรื่องยากๆ ให้ดูง่ายๆ อย่างพวกธรรมมะฮาวทู เป็นการลดทอนคุณค่าบางอย่างมั้ย
จริงๆ มันก็โอเค ถ้ามันไม่ได้กลายเป็นคำอธิบายครอบจักรวาลอย่างที่เป็นอยู่ แต่ถ้าเราศึกษาธรรมะแบบสนใจชีวิต เราจะรู้ไงว่าชีวิตมันไม่ใช่ one size fits all ประสบการณ์ชีวิตของคน ความทุกข์ของคน มันมีเหตุปัจจัยของการเกิดขึ้นที่ซับซ้อนเฉพาะตน ผมว่าปัญหาคือ เราต้องเคารพความทุกข์ของกันและกันให้มากกว่านี้
ถาม: คิดยังไงกับท่าน ว. วชิรเมธี หรือพระมหาสมปอง แล้วพระมหาโชว์ล่ะ
ก็ไม่ได้ศรัทธา แต่ก็ไม่ยังไงนะ สังคมไทยได้ร่วมกันสร้างคนอย่างว.วชิรเมธี มหาสมปอง และมหาโชว์ขึ้นมา ก็ต้องอยู่ร่วมกันไปโดยใช้วิจารณญาณของตัวเอง วิธีคิดที่ว่าจะมีมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบสอนสั่งสัจธรรมความจริงแท้ในทุกๆ ด้าน ผมว่ามันเป็นวิธีคิดที่ล้าสมัยไปแล้วนะ ซึ่งถ้ามองแบบนี้ การมีความเชื่อที่หลากหลายโผล่ขึ้นมาให้ได้ใช้สติปัญญาแยกแยะกัน ก็ถือเป็นเรื่องท้าทายดี ขออย่างเดียวอย่ามาทำร้าย ข่มขู่ หรือฆ่ากันคนที่คิดไม่เหมือนกันด้วยความเชื่อทางศาสนา... โดยเฉพาะพุทธศาสนา
ผมให้ค่าว.วชิรเมธี มหาสมปอง มหาโชว์ เหมือนที่ผมให้ค่าพระเกษม แม่ชีทศพร เพราะเราอยู่ในสังคมที่ให้เสรีภาพประชาชนในการนับถือศาสนา แต่ขณะเดียวกันคุณก็ต้องเคารพคนอื่น ไม่ปล่อยให้ใครยกศาสนาของตนมาเหยียดความเชื่อทางศาสนาของคนอื่น หรือไม่ปล่อยให้คนบูชาศาสนาจนถคงขนาดจะกระทืบใครก็ไม่ผิด แต่ที่ผมไม่เห็นด้วยมากๆ คือ อำนาจทางศาสนาที่มีผลต่อโครงสร้างสังคมและนโยบายรัฐโดยตรง อย่างมหาเถรสมาคม สำนักพุทธ องค์กรสงฆ์ หรือแม้แต่ธรรมกาย อันนี้ต่างหากที่ผมมองว่าจะเป็นอันตรายต่อพุทธศาสนาของประชาชนเสียยิ่งกว่า หากปราศจากกระบวนการตรวจสอบ ยกตัวอย่างเช่น แนวคิดของการเหยียดมุสลิม คือ คณะสงฆ์ไทยจินตนาการว่ามุสลิมกำลังเข้ามาบ่อนทำลายพุทธศาสนา .. คือ ถ้ามันเป็นความคิดของพระบ๊องๆ สักรูปนึง มันก็ไม่อะไรใช่มั๊ย แต่พอมันเข้าไปสู่นโยบายของสำนักพุทธ มหาเถรสมาคมแล้ว ผมว่าความคิดแบบนี้มันเป็นอันตรายต่อสังคมประชาธิปไตยมากๆ …คุณมีหลักฐานอะไร มีงานวิจัยทางสังคมวิทยามาสนับสนุนบ้างหรือไม่ ประชาชนช่วยกันตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ไหม หรือว่าคุณฟันธงกันไปเองด้วยอคติล้วนๆ … เรื่องความเชื่อทางศาสนากับอำนาจ มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยนะ
ถาม: ผมชอบคำถามของคำผกาในรายการดีว่าส์คาเฟ่นะ แต่วันนั้นคุณตอบสั้นไปหน่อย ที่ถามว่าเวลาพระจะพูดเรื่องการเมืองก็ต่อเมื่อตัวเองยืนอยู่ข้างผู้มีอำนาจ แต่กับคนเล็กคนน้อย หรือเรื่องที่จะเสียประโยชน์ ท่านจะพูดว่า เป็นพระไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง สรุปมันยังไง
ผมเห็นด้วยกับที่คุณคำผกาว่า พระไทยส่วนใหญ่หมดความเป็นตัวของตัวเองไป เพราะถูกหล่อหลอมมาจากโครงสร้างทางสังคมที่เอื้อผลประโยชน์กันกับโครงสร้างทางศาสนา และใครที่โตมาแบบนั้น ก็ยากที่จะกล้าตั้งคำถามกับพื้นที่ตัวเองยืนอยู่ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าพ่อแม่เลี้ยงดูคุณมาอย่างดี ส่งคุณไปเรียนเมืองนอกจนได้ดี พอคุณกลับมาเริ่มสังเกตความเป็นไปรอบๆ ตัว แล้วพบว่าพ่อแม่คุณเป็นคนกดขี่ลูกจ้าง ทำธุรกิจที่เป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม คุณจะทำยังไง คุณจะเป็นปากเป็นเสียงให้ใคร คุณกล้าที่จะเป็นคนอกตัญญูไหม ...พระส่วนใหญ่ก็ถูกฝึกมาให้รักชาติ รักศาสนา รักพระมหากษัตริย์ รักษาสถานะความเป็นพระของตนเองแบบนี้ การศึกษาที่เขาได้รับมา อุดมการณ์ที่หล่อหลอมพวกเขามา ไม่ใช่อุดมการณ์แบบพระพุทธเจ้า ที่อยู่เคียงข้างคนเล็กคนน้อย และพร้อมที่จะสละ โดยที่เสียผลประโยชน์ได้ตลอดเวลา เพื่อความเป็นธรรม เพื่อความถูกต้องอีกต่อไป...
เรื่องพระไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง มันเป็นตรรกะที่ตลกนะ คือ พระจะโฆษณาตัวเอง จะด่านักการเมือง จะกระแนะกระแหนนโยบายประชานิยม ทุนนิยม ขายหนังสือ โฆษณาตัวเองอะไรได้หมดเลย นักข่าวก็ชอบไปถามซะด้วย แต่พอถามถึงการรัฐประหาร เจ้าหน้าที่รัฐยิงประชาชนที่สี่แยกราชประสงค์ ก็เงียบกริบ บอกว่าพระไม่ควรยุ่งกับการเมือง ผมว่าก็สมควรแล้วที่คำผกาจะด่า เพราะในความเป็นกลางของพระไทยโดยส่วนใหญ่ มันมีอุดมการณ์บางอย่างครอบงำอยู่อย่างชัดเจน มันเป็นอุดมการณ์เป็นกลางแบบน้อมเข้าหาอำนาจ
ถาม: คุณบอกว่าพระไตรปิฎกคือวรรณกรรมอย่างหนึ่ง ถ้าอย่างนั้นเราควรจะอ่านจริงจัง หรืออ่านเอาสนุก
จะอ่านยังไงก็ได้ แล้วแต่คนอ่าน ถ้าอ่านเอาสนุก คุณก็อาจจะสนุกหรือไม่สนุก แต่ถ้าอ่านเพื่อค้นหาความหมาย คุณก็ต้องฝึกการตีความในหลายๆ แบบ และไม่หยุดตั้งคำถามกับประสบการณ์ที่ได้จากการอ่าน มันก็ไม่ต่างกับการอ่านเชคสเปีียร์ หรืออ่านวรรณกรรมคลาสิคหลายๆ เรื่อง หลักอันนี้เป็นที่รู้จักกันดีในศาสนศาสตร์ เรียกว่า Hermeneutics
เวลาผมบอกว่าพระไตรปิฎกคือวรรณกรรมอย่างหนึ่ง ผมพูดด้วยความเคารพนะ ทุกวันนี้ผมก็ยังศึกษาพระสูตรต่างๆ ด้วยความเคารพในความลึกซึ้งของมัน... แต่มันมีความหมายได้ก็เพราะตัวเรา ประสบการณ์ชีวิตของเราด้วย ไม่ใช่มันจะศักดิ์สิทธิ์ด้วยตัวของมันเอง
ถาม: ต่อเนื่องจำคำถามที่แล้ว ถ้าพระไตรปิฎกคือวรรณกรรมอย่างหนึ่ง คำถามคือเราจะเชื่อได้มากน้อยแค่ไหน พุทธแบบไหนคือพุทธที่แท้ อะไรจริงไม่จริง เพราะไตรปิฎกผ่านกาลเวลามายาวนานมาก ผ่านระบบมุขปาฐะ ปากต่อปาก มันต้องจำถูกจำผิดกันมาบ้างล่ะ
ในพุทธศาสนา คำถามคือคำตอบในตัวมันเอง เส้นทางการศึกษาเรียนรู้ในพุทธศาสนา คือ การอยู่กับความไม่แน่นอนของคำตอบ ความไม่รู้ และสติปัญญาที่จะค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาจากการลองผิดลองถูก พุทธศาสนาเชื่อมั่นในประสบการณ์ตรงของปัจเจกบุคคล ไม่ใช่ว่าประสบการณ์นั้นยึดมั่นได้ แต่นั่นคือทั้งหมดที่เรามีในตอนนี้ มันเลยกลายเป็นความไว้วางใจบน "เส้นทาง" มากกว่า "จุดหมาย"
ซึ่งเอาเข้าจริงที่ผมตอบไปเนี่ย ก็ไม่รู้จะเชื่อได้มากน้อยแค่ไหนอีกแหละ …ถูกมั๊ย