ทะลวงวัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ

Tags: 

เชอเกียม ตรุงปะ  บรรยาย
วิจักขณ์ พานิช  แปล
คำนิยมโดย เขมานันทะ
คำนำโดย เรจินัลด์ เรย์


สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง
พิมพ์ครั้งที่ ๑  มีนาคม ๒๕๕๔
พิมพ์ครั้งที่ ๒  พฤษภาคม ๒๕๕๕
สั่งซื้อหนังสือได้ที่ shambhala04@gmail.com
 ------
 
คำนำโดย เรจินัลด์ เรย์
 
เชอ เกียม ตรุงปะ เกิดเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๔๐ ในครอบครัวชนเผ่าเร่ร่อนในธิเบตตะวันออก  เมื่ออายุได้เพียง ๑๓ เดือน ท่านถูกระบุตัวว่าเป็นตุลกุขององค์ตรุงปะที่ ๑๐ ที่เพิ่งตายไปได้ไม่นาน จึงถูกนำตัวไปยังอารามประจำองค์ตรุงปะ และได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มงวดเป็นเวลาเกือบสองทศวรรษ ภายใต้การดูแลของเหล่าธรรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสายธรรมนิงมาและคากิว ไม่ว่าจะเป็น ดิลโก เค็นเซ, จัมกอน คงโทร แห่งเซเชน, เค็นโป กังชา และลามะท่านอื่นๆ  ตรุงปะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเข้าเงียบ ฝึกภาวนา บ่มเพาะญาณปัญญา จนความเข้าใจเติบใหญ่ทะลุทะลวง และบรรลุสู่การรู้แจ้งอย่างลึกซึ้งตั้งแต่อายุยังน้อย  ในปี ๑๙๕๙ อันเป็นช่วงเวลาที่กองทัพจีนเข้ารุกรานธิเบต ตรุงปะหนีตายออกจากธิเบตได้อย่างหวุดหวิด และเดินทางเข้าสู่ประเทศอินเดีย  ชีวิตท่านในตอนนั้นไม่ต่างจากลามะอีกจำนวนมาก ที่ต้องทิ้งครอบครัว ครูบาอาจารย์ ญาติสนิทมิตรสหาย ชุมชน และวัฒนธรรมพุทธ ทั้งหมดไว้เบื้องหลัง
 
เช่น เดียวกับเพื่อนลามะร่วมชาติของท่าน ตรุงปะมีแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ที่จะนำธรรมะแห่งธิเบต เผยแผ่ออกสู่โลกภายนอก  ทว่ามีบางสิ่งบางอย่างในตัวตรุงปะที่ไม่ธรรมดา อาจเรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนลามะท่านอื่นๆ  ด้วยความที่ตรุงปะมองว่า ภารกิจของท่านไม่ใช่การเคลื่อนย้ายถ่ายโอนพุทธศาสนาธิเบตแบบจารีตนิยมหรือ อนุรักษนิยม อันเปรอะไปด้วยกับดักทางสังคมและวัฒนธรรม ลงปลูกเพื่อแพร่พันธุ์บนผืนดินตะวันตก  แต่เพื่อที่จะสามารถสื่อสารความเข้าใจอันลึกซึ้งในอริยมรรคอย่างแท้จริง ตรุงปะย้อนกลับไปหาแรงดลใจเริ่มต้นของพระพุทธเจ้าด้วยตนเอง  สำหรับตรุงปะแล้ว พระพุทธองค์เน้นย้ำว่า “ฉันไม่ใช่สมาชิกของศาสนาใด ฉันได้บรรลุถึงความเต็มเปี่ยมของภาวะอันอาจหมายความถึงการเป็นมนุษย์ที่ สมบูรณ์  คำสอนของฉันเกี่ยวข้องกับความดีงามอันไม่มีเงื่อนไขในแต่ละบุคคล และการเดินทางแห่งจิตวิญญาณ ที่ลึกๆ เราต่างถูกร้องเรียกให้ขัดเกลาตนจนผ่านเข้าสู่การรู้แจ้งแห่งมนุษยธรรมอัน เต็มเปี่ยม”
 
ตรุ งปะสอนว่า เราแต่ละคนเกิดมาพร้อมศักยภาพที่จะบรรลุถึงสติปัญญาสูงสุดแห่งความเป็น มนุษย์ได้ นั่นคือการรู้แจ้งในพุทธภาวะ อันหมายถึงภารกิจทางจิตวิญญาณของเราแต่ละคน ที่จะค้นพบและเป็นตัวของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์และเต็มที่  เราคือใคร?  ชีวิตนี้มีไว้เพื่ออะไร?  เราเกิดมาทำไม?  อะไรคือของขวัญที่เรานำมาสู่โลกใบนี้เพื่อมอบแก่ผู้อื่น?  อะไรคือเอกลักษณ์และคุณค่าที่มีอยู่ในชีวิตนี้ที่เราเกิดมา?
 
เป้าหมายของการเดินทางสู่การรู้แจ้ง คือ การสำรวจความเป็นไปได้ของคำถามเหล่านั้น
 
สำหรับ เชอเกียม ตรุงปะ แล้ว หัวใจของพุทธธรรมคำสอนคือ “การปฏิบัติภาวนา”  การภาวนาทำให้เราสามารถทะลวงผ่านกลเกมต่างๆ ของอัตตา และทลายสารพัดวิธีที่เราใช้เพิกเฉยและข่มเหงความเป็นตัวเราที่แท้จริง  การภาวนานำเราสู่การค้นพบพุทธภาวะภายใน และนำเราออกเดินทางสู่การตระหนักรู้คุณค่าทางจิตวิญญาณอันเต็มเปี่ยม  ตรุงปะสอนว่า การรู้แจ้งคือประสบการณ์แห่งอิสรภาพ ความกรุณา และความรื่นรมย์ในการดำเนินชีวิตของตน ตามที่เป็น ณ ที่นี่ และเวลานี้  สิ่งเหล่านี้คือสิทธิที่มีพร้อมกับการเกิดมาเป็นมนุษย์ของปุถุชนทุกผู้ทุก นาม
 
ใน ปลายทศวรรศที่ ๑๙๖๐ เมื่อตรุงปะเริ่มต้นสอนนักเรียนชาวตะวันตกของท่าน พวกเราตื่นตาตื่นใจสุดๆ กับวัฒนธรรมพุทธธิเบต  เราเอาตัวเองเข้าไปหลงใหล ชื่นชม และเทิดทูนทุกสิ่งทุกอย่างที่นำเข้าจากธิเบต  ขณะเดียวกันเรากลับรู้สึกแปลกแยกจากโลกสมัยใหม่ที่เราอยู่  เราดึงดัน ต่อต้าน และกล่าวโทษวัฒนธรรมของเราเอง หวังว่าน่าจะเกิดมาในวัฒนธรรมที่สูงส่งและดีงามอย่างวัฒนธรรมดั้งเดิมของธิ เบต  ทว่า เชอเกียม ตรุงปะ กลับบอกพวกเราว่า นี่คือ “วัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ” อันเป็นความพยายามที่จะใช้รูปแบบทางศาสนาตามจารีตประเพณี เพื่อหลบเลี่ยงการเดินทางสู่การค้นพบภาวะรู้แจ้งในความเป็นตัวเอง ณ ยุคสมัย และที่ที่เราอยู่  ท่านบอกเราซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า คุณค่าทางจิตวิญญาณคือการเติบโตสู่ความเป็นตัวเราที่แท้จริง ไม่ใช่การพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองให้กลายเป็นคนอื่น
 
ท่านบอก เราอีกว่า ทุกคนสามารถตรัสรู้ได้ในชีวิตนี้ ผ่านการปฏิบัติภาวนา  ทว่าการจะทำเช่นนั้นได้ เราต้องยอมรับตัวเองในฐานะผู้คนในโลกสมัยใหม่ และเดินตามเส้นทางแห่งจิตวิญญาณไปอย่างสอดคล้องกับบริบทดังกล่าวอย่างไม่ ย่อท้อ  ท่านสนับสนุนให้เราแต่งงาน มีลูก มีงาน และมีชีวิตในโลกสมัยใหม่ไปตามปกติ โดยไม่ลืมการปฏิบัติภาวนาในฐานะแก่นแห่งการเดินทาง
 
“การ ภาวนา” ท่านเน้นย้ำ “จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งที่แสนจะธรรมดา ไปสู่บางสิ่งที่ธรรมดาจนไม่ธรรมดา  นั่นคือแม้แต่ในสถานการณ์ ประสบการณ์ หรืออุปสรรค อันแสนจะโลกย์ๆ ก็สามารถกลายเป็นก้าวย่างอันทรงพลัง และเปี่ยมด้วยพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงบนเส้นทางแห่งจิตวิญญาณได้  และนี่คืออริยมรรคของพระพุทธองค์ ทางเดียว ไม่มีทางอื่น
 
หลัง จากใช้เวลาแปดปีที่อินเดีย เรียนรู้โลกภายนอกธิเบต และฝึกฝนภาษาอังกฤษ  ตรุงปะย้ายไปประเทศอังกฤษในปี ๑๙๖๗  ที่นั่นท่านเริ่มสอนศิษย์ชาวอังกฤษ ด้วยแรงบันดาลใจ ความสงสัยใคร่รู้ ความเปิดกว้าง และพลังอันล้นเหลือ  ท่านสละจีวร และแต่งงานกับหญิงสาวชาวอังกฤษ  ขณะนั้นแรงบันดาลใจเดียวของท่าน คือการมอบธรรมะอันลึกซึ้งถึงที่สุดที่ท่านได้เรียนรู้มา ในบริบทของโลกสมัยใหม่ สู่ใครก็ตามที่สนใจและปรารถนาจะเรียนรู้  ทว่าท่านก็พบกับอุปสรรคสำคัญในทันที  สหายธรรมของท่านรู้สึกว่า ท่านเปิดต่อนักเรียนชาวตะวันตกมากเกินไป และต่อว่าต่อขานการกระทำนอกรีตของท่าน ถึงขั้นประณามว่า ท่านกำลังลบหลู่และทรยศต่อวัฒนธรรมธิเบตอันสูงส่ง และท่านไม่ใช่พุทธศาสนิกที่ดี  คำตอบจาก เชอเกียม ตรุงปะ คือ “ฉันไม่ใช่พุทธศาสนิก ฉันเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่ง และธรรมะมีไว้เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีและจิตวิญญาณอันลึกซึ้งในความเป็นมนุษย์ ธรรมดา ไม่ได้มีไว้เพื่อปกป้องรูปแบบทางวัฒนธรรมหรือทางศาสนาใดๆ โดยเฉพาะ”  ขณะเดียวกัน ตรุงปะก็พบกับแรงต้านจากนักเรียนชาวอังกฤษมากมาย ที่มักสนใจท่านในฐานะรินโปเชชาวธิเบตผู้เปี่ยมด้วยมนตร์ขลัง แทนที่จะมองท่านเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่งเหมือนพวกเขา ผู้ซึ่งกำลังร้องเรียกให้นักเรียนเหล่านั้นก้าวย่างสู่ความจริงแท้ในการ ดำเนินชีวิตของตนเองในฐานะคนอังกฤษ
 
จน ถึงปี ๑๙๗๐ ท่ามกลางการโจมตีจากบรรดาเพื่อนลามะยุคบุกเบิก และความไม่พอใจของศิษย์ชาวอังกฤษมากมาย ตรุงปะถึงขนาดต้องขอยืมเงินมาซื้อตั๋วเครื่องบินเที่ยวเดียว บินออกจากประเทศอังกฤษ พร้อมกับภรรยา สู่สหรัฐอเมริกา ดินแดนแห่งเสรีภาพยุคบุปผาชน โดยแทบไม่มีเงินติดตัวเลย  ท่านมาถึงทวีปอเมริกาเหนือ ในสภาพสูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นครั้งที่สอง  ท่านศิโรราบต่อความเป็นคนธรรมดาๆ ที่สิ้นเนื้อประดาตัว และเปลือยเปล่าอย่างถึงที่สุด  ทว่าท่านยังคงสื่อสารพลังแห่งอิสรภาพอันเปี่ยมด้วยแรงดลใจ ความรักในชีวิตอย่างลึกซึ้ง และความกรุณาอย่างไม่มีขอบเขต  สำหรับพวกเราแล้ว ถือเป็นประสบการณ์อันเหลือเชื่ออย่างแท้จริง ที่ได้พบกับท่านและอยู่กับท่านในช่วงเวลาดังกล่าว  ชีวิตท่านลุกโชติช่วง ส่งสารสำคัญที่ว่า ธรรมะหาใช่สิ่งอื่นใด นอกจากการดำเนินชีวิตอย่างเต็มเปี่ยม
 
“ทะลวง วัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ” นำเสนอคำสอนแรกของ เชอเกียม ตรุงปะ ในทวีปอเมริกาเหนือ ช่วงปี ๑๙๗๐ และ ๑๙๗๑  แต่อาจกล่าวได้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ไร้กาลเวลา ด้วยยังคงสื่อสารบางสิ่งบางอย่างกับผู้คนทุกยุคทุกสมัย ทุกวิถีวัฒนธรรม และทุกที่มาที่ไป  ธรรมะในหนังสือเล่มนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความบริสุทธิ์และพลัง ที่จะปอกและลอกคุณค่าและรูปแบบทางวัฒนธรรมของพุทธศาสนาที่แปลกแยกและไม่มี ความจำเป็นออกจนไม่มีเหลือ  คำสอนทั้งหมดแสดงถึงอริยมรรคแห่งการรู้แจ้ง พุทธธรรมอันแสดงถึง “ความตื่น” บนหนทางอย่างแท้จริง หนทางอันจะนำเราไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นอิสระ และรื่นรมย์ ในกาลเทศะแห่งปัจจุบันสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน “โลกสมัยใหม่” ที่เรากำลังมีชีวิตอยู่
 
เรจินัลด์ เรย์
เครสโตน โคโลราโด
มกราคม ๒๕๕๔
 
 ######################
 
“ทะลวง วัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ ไม่เพียงเปิดเผยกลลวงของอัตตาอย่างถึงแก่นเท่านั้น หากยังกระแทกกระทั้นอัตตาอย่างไม่ลดราวาศอก และสามารถสร้างความปั่นป่วนในจิตใจได้  แต่ถ้าตั้งสติให้ดีก็จะพบว่า นั่นคือความปั่นป่วนของอัตตาต่างหาก จึงไม่ควรเดือดร้อนหรือหลงกลเข้าไปปกป้องมัน  จะอ่านหนังสือเล่มนี้ให้ได้ประโยชน์ ต้องตั้งจิตไว้ก่อนว่า จะไม่ใจอ่อนต่อเสียงร่ำร้องวิงวอนของอัตตา หรือหวั่นไหวต่อความโกรธเกรี้ยวของมัน  ขณะเดียวกันก็พึงอ่านด้วยใจที่เปิดกว้าง เพื่ออัตตาจะได้ถูกท้าทายและสั่นคลอนอย่างเต็มที่โดยปราศจากการปกป้อง  การอ่านหนังสือเล่มนี้จึงเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่เพียงฝึกใจให้เป็นกลางต่ออารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเท่านั้น หากยังเอื้อให้เกิดปัญญา  นอกจากรู้เท่าทันพิษสงของอัตตาแล้ว ยังช่วยให้เราเห็นว่าความดีหรือคุณธรรมที่เรานึกว่ามีนั้น แท้จริงถูกอัตตาชักใยอยู่เบื้องหลังมากน้อยเพียงใด” 
// พระไพศาล วิสาโล  พระนักสันติวิธี  เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต



“ทะลวง วัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ ทำลายโลกแห่งความดีงามที่เราเคยยึดมั่นถือมั่นลงอย่างราบคาบ  เราจะกลัวตัวเองจับใจแม้อ่านไปได้เพียงน้อยนิด  หนังสือเล่มนี้บอกเราว่า ธรรมะย่อยง่ายไม่ใช่ธรรมะ การปฏิบัติธรรมไม่ใช่กิจกรรมเพื่อความรู้สึกดีหรือเยียวยาตัวเอง  อ่านๆ ไปแล้วอาจถึงขั้นเบื่อหน่ายเส้นทางไปสู่นิพพาน  ไม่เหมาะสำหรับคนที่เป็นพุทธศาสนิกชนด้วยความหวัง ควรสงวนไว้อ่านเฉพาะผู้นิยมความจริงอันเจ็บปวดเท่านั้น”
// ภาวนา แก้วแสงธรรม  บรรณาธิการแพรวสำนักพิมพ์

 
“เล่ม นี้เขาตบหน้าเราฉาดใหญ่ดีแท้... อ่านแล้วอุทานเลยว่า ‘เชี่ย กรูถูกหลอก (อีกแล้ว) มาตลอดทั้งชีวิตเลยหรือนี่!’  ตาสว่างทางจิตวิญญาณจริงอะไรจริง  เหมาะสำหรับผู้ที่เรียกตนเองว่า ‘พุทธศาสนิกชน’ ทั้งหลายที่เข้าวัด นั่งสมาธิและเป็นคนดี” 
// อาจารย์วันรัก สุวรรณวัฒนา  คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 
“เสน่ห์ ของหนังสือเล่มนี้คือการถ่ายทอดพุทธศาสนาออกมาจากชีวิตสู่ชีวิต ไม่ใช่ถ่ายทอดจากตัวบทในคัมภีร์…พุทธศาสนาที่ออกมาจากชีวิต ไม่แข็งทื่อ ไม่พันธนาการ ไม่ข่มขู่ด้วยความผิดบาป (นรก) ไม่มอมเมาด้วยบุญกุศลเพื่อความสุขส่วนตัว (สวรรค์) ทว่าชวนให้เราไตร่ตรองอย่างลึกซึ้ง และมองความจริงตามที่เป็นเพื่ออยู่กับสุขทุกข์ในโลกของความเป็นจริง และจัดการกับทุกสิ่งด้วยสติปัญญาของเราเอง  ผมคิดว่าสังคมเราควรมีการนำเสนอพุทธศาสนาในแง่มุมที่ทำให้เราเคารพความเป็น มนุษย์ของตนเองและคนอื่นๆ  มั่นใจในความดีงามที่มีอยู่ในตนเองและเพื่อนมนุษย์ให้มากขึ้น” 
//  อาจารย์สุรพศ ทวีศักดิ์  นักวิชาการพุทธศาสนากับสังคม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ศูนย์การศึกษาหัวหิน

 
"ขอ ชื่นชมที่ Cutting Through Spiritual Materialism ได้รับการแปลโดยผู้ที่ผ่านการศึกษาและประสบการณ์จาก Naropa Institute มาแล้ว  ผมเชื่อว่าฉบับแปลใหม่นี้จะได้รับการต้อนรับจากสาธารณชนและมีคุณูปการ มากอย่างแน่นอน เพราะเวลานี้สถานการณ์ ‘วัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ’ กำลังแพร่หลายอยู่ทั่วไปในหลายมิติทีเดียว"
//  รศ.ดร. วีระ สมบูรณ์  ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ (ผู้แปลร่วมกับ พจนา จันทรสันติ ในฉบับแปลปี ๒๕๒๘ ในชื่อ ลิงหลอกเจ้า : ลอกคราบวัตถุนิยมทางศาสนา )

 
"ใน ฐานะนักเดินทางบนเส้นทางแห่งจิตวิญญาณ ผู้มีคำถามสำคัญว่า เกิดมาทำไม? อยู่ไปเพื่ออะไร? จะมีชีวิตอย่างคนธรรมดาในโลกความเป็นจริง ทุกข์จริง เจ็บจริง และนำธรรมะมาใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง โดยไม่ต้องทำตัวธรรมะธัมโมได้ไหม ?…ทะลวงวัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ คือหนังสือที่ตอบคำถามเหล่านั้นอย่างตรงไปตรงมา ทะลุทะลวง ไม่ดัดจริต และไม่แคร์ความรู้สึกกันเลย แถมยังท้าทายความเชื่อที่เคยมีมา และเปลี่ยนมุมมองต่อคำว่า 'ธรรมะ' ไปโดยสิ้นเชิง  เมื่อเริ่มอ่าน รู้สึกเหมือนโดนไม้ท่อนใหญ่ฟาดหัวเข้าอย่างจัง และถูกลากออกจากความฝันอันสวยงามสงบเย็น เมื่ออ่านจบ รู้สึกเหมือนได้รองเท้าคู่ใหม่ที่ให้อิสรภาพและความรื่นรมย์ในการเต้นระบำไป กับชีวิตและความทุกข์…อย่างมีทิศทาง"
//  เพ็ญศิริ จันทร์ประทีปฉาย  อดีตหัวหน้ากองบรรณาธิการนิตยสาร สารคดี / ผู้ทำหน้าที่พิสูจน์อักษรหนังสือ ทะลวงวัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ

 
___________________________________________________________________________________________

หนังสือธรรมะเรต “ห” ที่ขัดต่อศีลธรรมและความสงบสุขของอัตตาอย่างแท้จริง
ท้าทายความเชื่อเรื่อง “ศาสนา” ที่เคยมีมา และเปลี่ยนมุมมองต่อคำว่า “ธรรมะ” ไปโดยสิ้นเชิง
ฉีกขนบงานแปลทางศาสนา ด้วยสำนวนภาษาที่เป็นกันเอง ติดดิน ตรงไปตรงมา และเต็มไปด้วยชีวิตชีวา

อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่านี่เป็นหนังสือธรรมะประเภทโฆษณาชวนเชื่อ ฮาวทู หรือเสริมสร้างสุข  เลิกหวังไปเลยว่าจะเป็นหนังสืออ่านง่าย แฝงคติเตือนใจ หรือให้ข้อคิดคำคม  หากจะจัดเรตติ้งให้หนังสือเล่มนี้ นี่คือหนังสือธรรมะเรต “ห” ที่ขัดต่อศีลธรรมและความสงบสุขของอัตตาอย่างแท้จริง  เป็นธรรมะที่จะเปิดโปงทุกแง่มุมของการหลอกตัวเอง เปิดเผยกลไกการทำงานของอัตตา สติปัญญา และความเจ้าเล่ห์ของมันอย่างถึงรากและทะลุทะลวง จนอาจถึงขั้นเป็นภัยคุกคามต่อโลกอันสงบสุขและศีลธรรมของคนดีมีธรรมะทั้งหลาย เลยทีเดียว

ผู้อ่านหนังสือเล่มนี้อาจรู้สึกราวกับโดนไม้ท่อนใหญ่ฟาดหัวเข้าอย่างจัง เพราะเนื้อหานำเสนอประเด็นท้าทายความเชื่อเรื่อง “ศาสนา” และเปลี่ยนมุมมองต่อคำว่า “ธรรมะ” ไปโดยสิ้นเชิง เช่น การปฏิบัติธรรมไม่ใช่หนทางสู่การพ้นทุกข์หรือสร้างสุข แต่คือการยอมรับและเผชิญทุกข์สุขตามที่เป็น  ธรรมะไม่ใช่การตัดสินดีชั่ว ถูกผิด การกำจัดด้านมืดให้สิ้นซาก หรือการแบ่งแยกฝ่ายธรรมะจากฝ่ายอธรรม  ไม่ใช่การพิพากษาว่าอัตตาเป็นสิ่งชั่วร้ายที่ต้องกำจัด แต่ต้องรู้ทันและเข้าใจมันอย่างทะลุปรุโปร่ง จนอัตตาไม่อาจมีอำนาจเหนือความรู้แจ้งของเราได้  เส้นทางจิตวิญญาณไม่ใช่เรื่องของการพยายามเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนดีมี ศีลธรรม หรือหลีกหนีจากชีวิตแบบโลกย์ๆ  แต่คือการเป็นตัวของตัวเอง ยอมรับตัวเองอย่างที่เป็น ภาคภูมิใจในความเป็นคน และตระหนักว่าศักยภาพแห่งการรู้แจ้งไม่ใช่สิ่งที่ต้องสร้างขึ้นใหม่ ทว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวเราทุกคนอยู่แล้ว

ทะลวงวัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ นำเสนอเนื้อหาที่กระตุ้นเตือนชาวพุทธให้หันกลับมาตระหนักในเรื่อง “วัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ” อันหมายถึงการใช้หลักธรรมคำสอน เทคนิคปฏิบัติ และภาพลักษณ์สูงส่งทางจิตวิญญาณ เพียงเพื่อการหลอกตัวเอง การเสริมสร้างอัตตา หรืออัตลักษณ์ทางศาสนา ศีลธรรม ความดี บุญบารมี ปัญญาญาณ ขั้นการบรรลุธรรม ฯลฯ อย่างปราศจากการนำพุทธธรรมมาฝึกฝนปฏิบัติจริงในชีวิต

หนังสือเล่มนี้เป็นบทบรรยายธรรมชิ้นสำคัญที่สุดของ เชอเกียม ตรุงปะ ที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งพุทธธรรมในหัวใจคนหนุ่มรุ่นใหม่จากธิเบต สู่ผู้คนในโลกตะวันตกอย่างไม่ประนีประนอม  พุทธศาสนาในโลกตะวันตกไม่ได้มีสถานะหรือต้นทุนทางสังคมใดๆ ให้ผู้ศรัทธาหยิบฉวยมาสร้างอัตลักษณ์ทางศาสนา  อีกทั้งคนส่วนใหญ่ยังรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับข้อบังคับ กฎเกณฑ์ และความรู้สึกผิดบาปจากศาสนาที่พวกเขาเคยยึดถือมาหลายชั่วคนอีกด้วย  ดังนั้นก่อนเข้าสู่เส้นทางพุทธศาสนา ผู้คนเหล่านี้จึงต้องการแผนที่ที่สามารถบอกถึงหัวใจและรายละเอียดของเส้นทาง ทั้งหมดด้วยความเปิดเผยตรงไปตรงมา  และหนังสือเล่มนี้ได้แสดงแผนที่นั้นไว้อย่างครบถ้วน

แม้ Cutting Through Spiritual Materialism จะเป็นหนังสือสำคัญทางพุทธศาสนาสายวัชรยานในโลกตะวันตก และเป็นคำสอนแรกที่ เชอเกียม ตรุงปะ ถ่ายทอดในทวีปอเมริกาเหนือ ช่วงปี ค.ศ. ๑๙๗๐ และ ๑๙๗๑  แต่กล่าวได้ว่านี่เป็นหนังสือที่ “ไร้กาลเวลา” เพราะแม้จะผ่านมาถึง ๔๐ ปีแล้ว ทว่าแก่นพุทธศาสนาวัชรยานที่ได้รับการถ่ายทอดอยู่ในหนังสือเล่มนี้ยังคงสื่อ สารได้กับผู้คนทุกยุคทุกสมัยและทุกวัฒนธรรม รวมทั้งสังคมไทยยุคปัจจุบันที่กำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงราก 

บริบทของหนังสือเล่มนี้มีความคล้ายคลึงกับปรากฏการณ์ทางจิตวิญญาณที่สังคม ไทยกำลังเผชิญอยู่ นั่นคือคำสอนทางศาสนามักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมสิ่งที่เข้ามาก่อ ให้เกิดความเปลี่ยนแปลง (ซึ่งมักถูกมองในฐานะสิ่งคุกคาม)  เราจะรู้เท่าทันอำนาจการบิดเบือนคำสอนทางศาสนาของอัตตาได้อย่างไร?  คำสอนทางจิตวิญญาณควรถูกนำมาใช้ในการตั้งคำถามกับความเป็นไปของสังคมและตัว เราเองอย่างไร?  การแสวงหาคุณค่าทางจิตวิญญาณของคนรุ่นใหม่ควรเป็นไปในทิศทางใดจึงจะสอดคล้อง กับความทุกข์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิต?  เหล่านี้เป็นคำถามที่มีอยู่ในหัวใจของผู้แสวงหาสัจจะทุกยุคทุกสมัย

ในแง่สำนวนการแปล วิจักขณ์ พานิช ฉีกขนบงานแปลทางศาสนา ด้วยการใช้สำนวนภาษาที่เป็นกันเอง ติดดิน ตรงไปตรงมา และเต็มไปด้วยชีวิตชีวา  เขาใช้ประสบการณ์จากการฝึกฝนอยู่ในสายปฏิบัติของ เชอเกียม ตรุงปะ ถ่ายทอดหัวใจสำคัญของการสื่อสารธรรมะที่ไปพ้นถ้อยคำ มีสไตล์การใช้ภาษาที่เต็มไปด้วยลูกเล่น สำนวน อุปมาอุปไมย คำประดิษฐ์  สแลง มุขตลก  ยึดหลักการถ่ายทอดคำสอนปากเปล่า คือการใช้ภาษาพูด บทสนทนาโต้ตอบที่ไม่เป็นทางการ และมีความเป็นเสรีนิยมตามบริบทการสื่อสารธรรมะสู่คนหนุ่มสาวอเมริกันยุค ๗๐ ด้วยเหตุที่ว่า นั่นคือสิ่งสำคัญที่ทำให้งานชิ้นนี้มีความน่าสนใจและสามารถสื่อสารได้เหมาะ สมกับบริบทที่พุทธศาสนาไทยในโลกสมัยใหม่กำลังเผชิญอยู่


นานาทัศนะต่อ "ทะลวงวัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ"
http://www.facebook.com/note.php?saved&preview&note_id=10150168987571173...

เนื้อหาบางส่วนจาก "ทะลวงวัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ"
http://www.facebook.com/note.php?saved&preview&note_id=10150168994936173...