มกราคม ๒๕๕๓

ผมเพิ่งได้รับโทรศัพท์จากพี่สาวคนหนึ่งซึ่งเคยมาเข้าฝึกภาวนา "สัมผัสแห่งการตื่นรู้" ที่สวนโมกข์เมื่อปลายปี ๕๑ เธอเป็นนักจิตวิทยาประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่งทางภาคใต้ เมื่อปีที่แล้วผมเคยคิดที่อยากจะใช้เวลาช่วงหนึ่งไปเรียนรู้งานการดูแลผู้ ป่วยทางจิตกับพี่คนนี้ แต่แล้ววันหนึ่งผมก็ได้ทราบข่าวว่าพี่เขาป่วยเป็นโรคมะเร็ง และต้องเข้ารับการรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัดอย่างเร่งด่วน เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเร็วมาก เธอไม่เคยนึกมาก่อนว่าจะเป็นไปได้ที่จะป่วยเป็นโรคมะเร็ง เพราะเธอเป็นคนที่ดูแลสุขภาพอย่างดีมาโดยตลอด หลังจากเข้าฝึกภาวนาที่สวนโมกข์ เธอก็ได้นำเทคนิคการภาวนา โดยเฉพาะการฝึกบอดี้เวิร์คไปทำต่อที่บ้าน ระหว่างการฝึกหายใจไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย ความผ่อนคลายทำให้เธอเริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติในร่างกายบางอย่าง ความรู้สึกของก้อนเนื้อเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนเธอตัดสินใจเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและพบว่าตัวเองได้ป่วยเป็นมะเร็ง

หลังจากการเข้ารับการรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัด เธอก็กลับมาใช้ชีวิตตามปกติและทำงานเป็นนักจิตวิทยาอีกครั้งหนึ่ง ผมได้ฟังเรื่องราวการดูแลตัวเองของพี่สาวคนนี้ด้วยความรู้สึกทึ่ง เธอยังคงฝึกภาวนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการฝึกบอดี้เวิร์คเพื่อสร้างฐานของการผ่อนคลาย เพื่อเปิดพื้นที่ในการรับสภาวะต่างๆ รับฟัง และไว้วางใจให้ร่างกายได้เยียวยาตัวเองโดยปราศจากการยัดเยียดวิธีคิดหรือ ความกลัวใดๆไปทับถมเพิ่มเติม การไว้วางใจชีวิตที่แม้จะไม่ได้กลับมาเป็น "ปกติ" ดังเดิม แต่เธอก็ยอมรับและอ่อนโยนกับตัวเอง กับร่างกายและจิตใจของตนเอง เผชิญหน้ากับความทุกข์ที่ผ่านเข้ามาอย่างไม่หวั่นไหว ผมฟังประสบการณ์ที่พี่คนนี้เล่าผ่านโทรศัพท์ด้วยความปีติยินดี และปลาบปลื้มใจในประสบการณ์และความกล้าในการดำเนินชีวิตของเธอ เธอโทรศัพท์มาพูดคุยและซักถามเรื่องการปฏิบัติเพิ่มเติม ผมเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เธอกำลังเผชิญอย่างกล้าหาญได้เป็นกำลังใจให้คนรอบข้าง และผู้ที่ผมเห็นจำนวนมาก จนทางโรงพยาบาลได้ขอให้เธอแบ่งปันวิธีที่เธอใช้ในการดูแลตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องของการภาวนา ผมรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้มีโอกาสฟังประสบการณ์อันทรงคุณค่าของเธอ แต่ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสักวันเธอคงได้มีโอกาสมาแบ่งปันประสบการณ์เหล่า นั้นให้เพื่อนๆผู้ปฏิบัติคนอื่นๆได้รับรู้บ้าง

เมื่อก่อนนั้นผมไม่เคยเข้าใจเลยว่าการเผชิญหน้ากับความทุกข์ในชีวิตจริงๆนั้นเป็นอย่างไร เพราะผมก็คิดว่าผมก็ทำมันอยู่แล้ว อาจเป็นเพราะผมเติบโตมาในครอบครัวชนชั้นกลางที่ประสบการณ์ความทุกข์นั้นมี ไว้เพียงแค่ให้ชิมเป็นสีสันเล็กๆน้อยๆเท่านั้น ชีวิตอย่างเทวดาที่ลอยอยู่เหนือความเป็นไปอันแท้จริง ด้วยสถานะทางสังคม เศรษฐกิจ การศึกษา ฯลฯ หากจะบอกว่าการภาวนาได้ทำให้ชีวิตของผมหลุดออกจากการควบคุมเหล่านั้นก็ไม่ ผิดนัก หรืออาจกล่าวได้ว่าการภาวนาทำให้ผมได้ประสบกับความทุกข์อย่างที่ไม่เคยเกิด ขึ้นมาก่อนก็ว่าได้ และเมื่อวันหนึ่งชีวิตได้ตกลงมาอยู่ในใจกลางความ(ทุกข์)จริง(ๆ)ท่ามกลางการ พลัดพราก ความสูญเสีย ความผิดหวัง การถูกทำร้ายทางใจ ความอยุติธรรม และความรุนแรง เมื่อวันหนึ่งที่เรากำลังถูกต้อนให้จนมุมด้วยความจริงอันโหดร้ายของชีวิต โดยปราศจากการสนับสนุนหรือให้ความช่วยเหลือใดๆหรือจากใครทั้งสิ้น ด้านหนึ่งเป็นความตายที่อยู่ใกล้จนเราได้กลิ่นและความเย็นเยือกกระทบที่ปลาย จมูก และอีกด้านหนึ่งมีเพียงเส้นด้ายแห่งการดำเนินชีวิตที่ไม่มีความหวังหรือความ ฝันอะไรให้กับความประมาทได้อีก และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางด้านในที่ทำให้เราเข้าใจถึงคุณค่าของการ ภาวนาในฐานะหนทางรอดเดียว เป็นการก้าวย่างออกเดินบนเส้นด้ายแห่งความไม่มีหวังเส้นนั้น ด้วยการอุทิศตนต่อพระรัตนตรัยในฐานะต้นกำเนิดแห่งแรงบันดาลใจสูงสุดและเพียง หนึ่งเดียว ที่จะทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตอย่างเต็มเปี่ยมบนหัวใจแห่งความสิ้นหวังนั้น ได้

ขอให้เพื่อนๆใช้ชีวิตที่มีอยู่ในปี ๒๕๕๓ นี้อย่างเต็มเปี่ยม ด้วยหัวใจอันไร้ความหวังแต่ชุ่มชื้นด้วยพลังชีวิตอยู่เสมอ ขอให้หนทางแห่งการภาวนาคลี่เผยทอดยาวไปยังดินแดนแห่งประสบการณ์อันคาดไม่ถึง

ด้วยไมตรี
วิจักขณ์

r