กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

ขอบคุณทุกๆคนสำหรับกำลังใจและถ้อยคำอวยพรที่ส่งกันมานะครับ ผมเริ่มเป็นไข้วันที่ ๑๑ ก.พ. แต่ตอนแรกก็ไม่มีทีท่าว่าจะหนักหนาก็เลยเดินทางไปทำคอร์สชีวิตคิอสิ่งศักดิ์สิทธิ์กับอ.ประมวลที่เชียงใหม่
 
ระหว่างนำภาวนาสามวันแรก ก็ดูจะเป็นปกติดี แม้จะรู้สึก "ไม่ค่อยเต็มที่" ยังไงไม่ทราบ จนถึงวันที่เราเริ่มออกเดินป่า ผมก็เริ่มรู้สึกว่าไม่สบายมาก คืนนั้นเริ่มมีไข้สูง พอวันรุ่งขึ้นก็คิดว่าต้องทำอะไรสักอย่าง แต่การจะเดินลงจากป่าก็ไม่ใช่เรื่องง่าย สองชั่วโมงที่ประคองตัวลงมาที่หมู่บ้าน ผมแทบเอาตัวไม่รอด ไข้สูง ร่างกายไม่มีแรง มีแต่ความรู้สึกของขาที่ต้องประคองร่างลงมา ผมมาถึงรพ.นครพิงค์ ในสภาพที่เรียกว่า "แทบช็อค" คือแรงดันเลือดลดไปอยู่ประมาณ 50/30 และไข้สูงกว่า 41 องศา
 
หลังจากนั้นก็มาตรวจพบว่าเป็นไข้เลือดออก มีไข้สูงอยู่สามวันสามคืน พอไข้ลดก็มีอาการถ่ายดำ เลือดออกในระบบทางเดินอาหาร เกล็ดเลือดตกลงไปอยู่ที่ 8000 (คนปกติ 1 แสน) ต้องมีการให้เกล็ดเลือดสิบกว่าถุง รวมที่นอนแหม็บอยู่ในรพ.สวนดอกก็เจ็ดคืนด้วยกันครับ ตอนนี้กลับมาที่บ้านตีโลปะแล้ว ร่างกายเพลียมาก เดินออกไปหน้าปากซอย ยังหน้ามืดอยู่ ก็คงต้องใช้เวลาหลายอาทิตย์กว่าที่ร่างกายจะฟื้นครับ
 
ผมคงจะไม่สามารถผ่านการเจ็บป่วยเฉียดตายครั้งนี้มาได้เลย หากไม่ได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนๆสังฆะที่เชียงใหม่ โดยเฉพาะพี่อ้อมและเอ็มที่คอยเป็นธุระให้ในทุกๆเรื่อง ดูแลสารทุกข์สุขดิบ อาหารการกิน ขอบคุณเอ็มที่อยู่เฝ้าไข้ตลอดหนึ่งอาทิตย์อย่างไม่มีปริปากบ่น คอยเช็ดตัว นวดเท้านวดไหล่ยามที่ไข้สูง และอื่นๆอีกมากมาย
 
การเจ็บป่วยหนักในครั้งนี้ได้นำข้อความสำคัญผ่านมาให้ผมได้ใคร่ครวญกับการดำเนินชีวิตต่อไปในวันนี้และวันอื่นๆ เป็นประสบการณ์ที่ทำให้ตัวผมเองมีความชัดเจนขึ้นมาก กับอะไรหลายๆอย่างที่หากยังคิดที่จะทำ คงไม่มีเวลาให้ผัดวันประกันพรุ่งได้อีกมากนัก หลายเรื่องราวอันเป็นความทุกข์ที่หนักหนา ดูจะสามารถคลี่ออกให้เห็นแสงสว่างในมณฑลอันกว้างใหญ่ของความตายที่ได้ประสบ การมีอยู่ของร่างกายนี้ การมีอยู่ของเรื่องราวและความรู้สึก คนรัก เพื่อน และอื่นๆ ล้วนเป็นภาพมายาอันงดงามที่เราสามารถดื่มด่ำได้อย่างเต็มที่ ตราบใดที่เรายังคงเรียนรู้ที่จะปล่อยเมื่อถึงเวลา
 
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นดูจะย้อนกลับมาที่การฝึกฝนปฏิบัติภาวนา ที่เราได้ให้คุณค่ากับมันมากเพียงไร การภาวนาคืออะไร และเมื่อใดที่เราเรียกว่าช่วงเวลาของการฝึกภาวนา ใจที่เปิดและพร้อมที่จะเผชิญกับทุกสภาวะที่ผ่านเข้ามาหา เราได้อุทิศตนอย่างแรงกล้าเช่นนั้นได้ในทุกสถานการณ์ของชีวิตแล้วหรือ  เป็นคำถามที่รู้สึกดีที่ได้ถามยามที่เราเจ็บไข้ได้ป่วย และไม่ตัดขาดจากความเย็นเยือกของความตาย ที่ท้ายที่สุดแล้วก็มีเพียงเราเท่านั้นที่รู้ได้ว่า เราได้อุทิศชีวิตนี้แด่พระรัตนตรัยตามที่ปากว่าไว้ได้จริงหรือยัง
 
ชีวิตเป็นสิ่งสวยงามมหัศจรรย์มากนะครับ...
 
วิจักขณ์

r