วิกฤติธรรมะกับธรรมะท่ามกลางวิกฤติ
- type:
“วิกฤติธรรมะกับธรรมะท่ามกลางวิกฤติ”
บรรยายโดย วิจักขณ์ พานิช
๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๓
ชุมนุมโยคินีและโยคีครั้งที่ ๙: ก้าวในวิกฤติ ณ บ้านตีโลปะ
ที่เราบอกว่าเราปฏิบัติธรรมเนี่ย เราปฏิบัติอะไร?
แล้วธรรมะนี่มันธรรมะของใคร?
ธรรมะนี่มันเป็นธรรมชาติ พูดได้นะ มันก็เป็นเช่นนั้นเอง เป็นสากล ธรรมะก็เป็นธรรมะ
แต่ธรรมะจริงๆสำหรับเราคืออะไร?
มันทำให้เราตั้งคำถามถึงอะไร?
การปฏิบัติธรรมของแต่ละคนมันเหมือนกันหรือเปล่า?
มันจำเป็นต้องเหมือนกันจริงๆหรือเปล่า?
เรามารวมกันที่นี่ในฐานะเพื่อนผู้ประพฤติธรรม อาจจะดูไม่ค่อยน่าไว้วางใจเท่าไหร่ (หัวเราะ) แต่เราก็มาที่นี่เพื่อวัตถุประสงค์เดียวกันคือธรรมะ ทั้งๆที่เราก็ยังไม่แน่ใจนัก ว่าธรรมะที่ว่าคืออะไรแน่ เราแต่ละคนมาเจอกันก็คงไม่ได้เป็นความบังเอิญเสียทีเดียว จะมารู้จักกันในพื้นที่แบบนี้ได้ ก็คงต้องมีอะไรแปลกๆในตัวอยู่บ้างพอสมควร อย่างน้อยก็น่าจะเป็นเรื่องของการตั้งคำถาม และการแสวงหาคุณค่าบางอย่างในชีวิต
เราต่างก็เดินออกมาจากความคาดหวังบางอย่างของสังคม เพื่อแสวงหา “พื้นที่” ที่เราจะสามารถยอมรับตัวเองได้ อย่างที่เป็น อาจเป็นเพื่อน ชุมชน ครูบาอาจารย์ คำสอน หรือวิถีปฏิบัติ ที่สะท้อนถึงความเป็นมิตร การสื่อสาร การปฏิสัมพันธ์ที่จริงใจต่อกัน พื้นที่ภายนอกที่เอื้อให้เราได้บ่มเพาะพื้นที่ภายในสำหรับการคลี่ เผย ตัวตนของเราที่เบียดเสียด อึดอัด ให้ออกมาฉานฉายได้อย่างไม่ต้องเขินอาย เราทุกคนปรารถนาที่จะมีพื้นที่แบบนั้น พื้นที่ที่เราสามารถยอมรับความเป็นตัวเราได้ อย่างที่ไม่ถูกด่วนตัดสินจากใครต่อใคร ว่านั่นเป็นสิ่งที่คนมีธรรมะเขาไม่เป็นกัน หรือไม่ทำกัน
หัวข้อที่เราจะพูดคุยกันวันนี้ “วิกฤติธรรมะ กับธรรมะท่ามกลางวิกฤติ” เป็นหัวข้อที่อาจจะดูยิ่งใหญ่ ไกลตัว แต่เราก็น่าจะลองคุยกันดูท่ามกลางบรรยากาศของบ้านเมืองเช่นที่เป็นอยู่
ก่อนอื่นเราน่าจะได้มีโอกาสถามตัวเองสักหน่อยว่า คำว่า “ธรรมะ” นั้นคืออะไร ที่เราบอกว่าเราสนใจปฏิบัติธรรมนั้น ธรรมที่ว่านั้นมันคืออะไรกันแน่ และธรรมะเป็นธรรมะของใคร จริงอยู่ ธรรมะคือธรรมชาติ ธรรมะเป็นสากล แต่ธรรมะจริงๆสำหรับเราน่ะครับ สำหรับเราผู้ปฏิบัติธรรม ผู้ฝึกภาวนา มันคืออะไร ธรรมะที่เราบอกว่าเรามาปฏิบัติกัน ของแต่ละคนเนี่ย มันเหมือนกันหรือเปล่า เอาจริงๆเลย ลงไปดูกันจริงๆว่าธรรมะคืออะไร จำเป็นต้องเหมือนกันไหม มันทำให้เราสัมพันธ์กับอะไร มันผ่านชีวิตของใคร ที่ว่าเราปฏิบัติธรรม เราปฏิบัติอะไร มันเป็นสิ่งที่ลอยๆหรือเปล่า สอนให้กัน ถ่ายทอดให้กันได้แบบสำเร็จรูปได้เลยหรือเปล่า อันนี้คือคำถาม ที่ไม่ได้ต้องการคำตอบ อาจชี้นำนิดๆ (หัวเราะ) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็แค่ชี้ให้ได้มองดูอะไรบางอย่าง
แน่นอนล่ะว่าเวลาที่เรามาสนใจ เรื่องธรรมะเนี่ย ทุกคนมีความทุกข์ และทุกคนก็กลัว ในภาษาของท่านตรุงปะ ท่านตรุงปะใช้คำว่า “ความหวังและความกลัว” เป็นตัวขับเคลื่อนในวังวนพื้นฐานของความทุกข์ ซึ่งจริงๆมันก็คืออันเดียวกัน เราไม่สามารถอยู่กับสิ่งที่เป็นได้ และเราก็หวังที่จะได้สิ่งที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ เราคิดอยู่เสมอว่าเราน่าจะได้สิ่งที่ดีกว่านี้ สิ่งที่มีอยู่เราไม่เคยพอใจ สิ่งที่ไม่มีเราก็อยากได้ ใช่มั๊ย อันนี้คือความหวัง ส่วนความกลัวก็เหมือนกัน เรากลัวตัวเราเอง กลัวว่าเราจะอยู่แบบนี้ไม่ได้ กลัวว่าเราจะไม่ดีพอ กลัวว่าเราจะไม่มีคุณค่า เรากลัวว่าถ้าไม่มีตัวตนแล้วเราจะไม่มีอะไรเลย เรากลัวที่จะยอมรับความจริง เรากลัวความทุกข์ เรากลัวความเปลี่ยนแปลง เรากลัวความไม่แน่นอน กลัวเจ็บ กลัวตาย ลองคิดดูว่าถ้าทั้งชีวิตเราต้องถูกปั่นด้วยความหวังและความกลัวแบบนี้ไปเรื่อยๆ เราจะเหนื่อยแค่ไหน
ดังนั้นเพื่อที่จะเผชิญกับภาวะพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ตรงนี้ให้ได้ เราจึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจอะไรบางอย่าง เพื่อที่จะสามารถแปรเปลี่ยนความดิ้นรนตรงนี้ไปสู่ความสบายของการที่สามารถจะดำรงอยู่ได้โดยไม่ต้องกลัวและไม่ต้องหวัง นี่คือสิ่งที่ทำให้เกิดมิติทางจิตวิญญาณ มิติทางคุณค่า และมิติทางศาสนา
ในการแสวงหาทางจิตวิญญาณ สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่คำตอบ แต่อยู่ที่คำถาม เพราะคำถามจะนำเราไปสู่การเรียนรู้และการแสวงหาคำตอบที่เป็นของเราเอง ตะกี๊ตอนที่เราแนะนำตัวกัน ผมได้ยินว่าหลายคนมีความสนใจที่จะมีทางเลือกของการปฏิบัติธรรม หรือการพัฒนาตนเองที่ต่างออกไปจากบริบทของศาสนาทั่วๆไป แต่ละคนมาด้วยความต้องการที่หลากหลาย ไม่ว่าจะต้องการการเรียนรู้ ความเข้าใจ ความใกล้ชิด การยอมรับ ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดทั้งปวง จริงๆแล้วเป็นเรื่องของการ “ให้พื้นที่” กับคำถามของตัวเองทั้งนั้นเลย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่สามารถยอมรับเราได้อย่างที่เราเป็น หรือพื้นที่ที่ให้โอกาสตัวเราสามารถยอมรับตัวเองได้ ถ้าเรามีความทุกข์ เราสามารถที่จะมีเวลาให้กับตัวเอง พื้นที่ที่จะเยียวยาตัวเอง โดยที่เราไม่รีบร้อนที่จะต้องออกจากทุกข์เร็วเกินไป แต่ละสถานการณ์ที่เราเผชิญ เราสามารถมีพื้นที่ให้กับคำถาม หรือความสงสัยของเราได้ ทั้งหมดนี้คือคุณลักษณะของพื้นที่ ซึ่งการให้พื้นที่ คือ หัวใจของการปฏิบัติธรรม
ธรรมะก็คือธรรมะ แล้ววิกฤติที่ตรงไหน?
แล้วคำว่าวิกฤติที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้หมายถึงอะไร กล้าดียังไงที่จู่ๆก็จะมาพูดถึงวิกฤติของธรรมะ ตะกี๊มีเพื่อนคนนึงสะท้อนว่า ธรรมะไม่ได้วิกฤติ ผมเห็นด้วยเลยนะ เพราะธรรมะก็คือธรรมะ ไม่ว่ามันจะดีจะชั่วในสายตาคนในยุคสมัยอย่างไร ธรรมะก็ยังคงเป็นธรรมะ สถานการณ์บ้านเมืองจะวิกฤติอย่างไรก็ยังเป็นธรรมะ จะกุศลหรือจะอกุศล ก็เป็นธรรมะ มันเป็นอย่างนั้นของมัน ถามว่ามันมีอะไรเดือดร้อนไหม มันก็ไม่เดือดร้อน อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ต้องเป็นไป จริงมั๊ย
ธรรมะไม่ได้เป็นปัญหา ไม่ว่ามันจะผันผวนขนาดไหน จะไม่คาดฝันขนาดไหน มันก็ยังจะเผยแสดงอะไรบางอย่าง สำหรับคนปฏิบัติธรรม ถ้าเราสามารถอยู่กับสภาวะตรงนั้นได้ เหตุการณ์ตรงนั้นกำลังจะสื่อสาร อะไรบางอย่าง ซึ่งนั่นคือธรรมะ แม้จะเป็นสงคราม การเข่นฆ่าฆ่าฟันกัน โรคระบาด ภัยธรรมชาติ โลกจะแตก นั่นก็คือธรรมะ ถามว่าเป็นวิกฤติของธรรมะไหม ก็ไม่ใช่วิกฤติของธรรมะ เพราะธรรมะก็คือธรรมะ
แต่ในบริบทของคนปฏิบัติธรรมมันมีวิกฤติอยู่ วิกฤติเกิดขึ้นเมื่อตัวบรรยากาศ หรือตัวสถานที่ของธรรมะมันไม่มีพื้นที่ให้กับการยอมรับความจริง เมื่อตัวบริบทของธรรมะเป็นบริบทที่ปรุงแต่งตัวธรรมะอีกทีหนึ่ง สมัยนี้น่ากลัวนะครับ คนที่ปฏิบัติธรรมมีภาวะของความซับซ้อนอยู่เยอะ มีภาวะของความกะล่อน ความดัดจริตอยู่เยอะ เราไม่กล้าที่จะเผยตัวเอง การปฏิบัติธรรมไม่ได้เป็นไปเพื่อการเผยตัวเอง ไม่ได้เป็นไปเพื่อการยอมรับความจริง หรือยอมรับความทุกข์อย่างที่เป็น มันมีการปรุงแต่งในตัวธรรมะอีกทีหนึ่ง ว่าธรรมะต้องเป็นแบบนี้แบบนั้น คนมีธรรมะต้องเป็นแบบนี้แบบนั้น ซึ่งตรงนี้เป็นวิกฤติ คือ ภาวะของการปรุงแต่งในบริบทของธรรมะ ของผู้ถ่ายทอดธรรมะ หรือในสถาบันของธรรมะ
เมื่อภาวะปรุงแต่งตรงนี้เกิดขึ้นแล้ว ผลก็คือมันจะมีสถานการณ์อย่างหนึ่งเกิดขึ้น คือ มีบางสิ่งบางอย่างที่ “ไม่ใช่ธรรมะ” เกิดขึ้น หรือมีบางสิ่งบางอย่างที่ผู้ปฏิบัติธรรมรับไม่ได้ หรือสถานที่ที่ผู้ปฏิบัติธรรมไม่ควรจะเข้าไปยุ่ง หรือผู้ปฏิบัติธรรมไม่ควรจะเข้าไปข้องแวะ จะมีกลุ่มบุคคลบางอย่าง สิ่งของบางประเภทที่เราไม่ควรจะเข้าไปสัมพันธ์ มีกิจกรรมบางอย่างที่เราไม่ควรเข้าไปทำ มีประสบการณ์บางประเภทที่เรารับไม่ได้ เราคิดว่ามันไม่โอเค หรือหากเจอคนที่มีธรรมะในแบบนั้น เราอาจจะพูดกับเขาได้ยาก เราอาจจะเผยบางสิ่งบางอย่างให้เขาฟังไม่ได้ เพราะมีกำแพงคำตัดสินของผู้ปฏิบัติธรรมที่ดี-ไม่ดี ถูก-ไม่ถูก โลกของการปรุงแต่งธรรมะเป็นโลกที่อันตราย มันทำให้เกิดการคับแคบของประสบการณ์ยิ่งขึ้น กลายเป็นว่ายิ่งปฏิบัติธรรม ยิ่งมีธรรมะ กลับยิ่งมีความคับแคบลง แทนที่คนที่ปฏิบัติธรรมจะมีความเปิดกว้าง และยอมรับอะไรได้มากขึ้น ทั้งในตัวเราเองและในตัวคนอื่น กลับยิ่งพิพากษาและตัดสินคนอื่นมากขึ้น ซึ่งตรงนี้ผมมองว่าเป็นวิกฤติ
อำนาจศาสนาในฐานะเป็นเครื่องมือในการแบ่งแยกและฆ่าฟัน
ศาสนาหรือสายปฏิบัติธรรมที่เริ่มจะมีการปรุงแต่งของธรรมะ และเริ่มตัดขาดจากความเปิดกว้างและหลากหลายของประสบการณ์หรือความจริง ก็จะเริ่มปรุงแต่งในแง่ของการบริหาร จัดการ เรื่องของพิธีกรรม เรื่องของความถูกต้อง อะไรโอเค อะไรไม่โอเค เป็นเรื่องของศีลธรรมเอย ข้อวัตรปฏิบัติต่างๆเอย คำสอนเอย สิ่งเหล่านี้ก็จะปรุงแต่งพัฒนาตัวมันไปเรื่อยๆ เมื่อถึงจุดนึงการปรุงแต่งของธรรมะก็จะค่อยๆพัฒนารูปแบบการสื่อสารให้เป็นแบบเดียว ทางก็จะแคบลง แคบลง แคบลง ทางศาสนาจะเรียกว่า ลักษณะของแม่พิมพ์แบบเดียว หรือ fundamentalism คือการบีบให้ตัวทางเดินมันมีทางเดียวเท่านั้น ถ้าทางอื่นที่ผิดไปจากแบบของฉัน ก็เป็นทางที่ผิด อันนี้คือความเป็นไปได้ของการปรุงแต่งทางศาสนา ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก สามารถนำไปสู่การฆ่ากันได้ ความเชื่อทางศาสนาว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรเป็นธรรมะ อะไรเป็นอธรรม อะไรเป็นดำ อะไรเป็นขาว ตรงนี้เป็นลักษณะของพัฒนาการในการปรุงแต่งทางศาสนา ซึ่งมักถูกใช้นำไปตัดสินคน ตัดสินถูกผิด ตัดสินความเป็นความตายของคนอื่นได้ ซึ่งตรงนี้แหละคือวิกฤติธรรมะ ถ้าเราไม่ระมัดระวัง สิ่งเหล่านี้ก็จะเกิดขึ้น อย่างที่มันกำลังจะเกิดขึ้นในสังคมไทย ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ตัวศาสนาถูกใช้เป็นเครื่องมือที่ใช้ในทางการเมืองเสมอ ศาสนาเป็นเครื่องมือหนึ่งในการทำสงครามเสมอ เพราะศาสนาเป็นอำนาจอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นอำนาจที่มีพลัง คืออำนาจของจิตใจ ศาสนาสามารถพัฒนาตัวมันเองเป็นเครื่องมือในการแบ่งแยกและฆ่าฟัน เป็นเครื่องมือในการตัดสินตีตราคนได้ คำสอนของศาสนามีผลมากหากเราไม่ระมัดระวังในท่าที นัยที่ละเอียดอ่อนของการใช้ และบริบทที่คำสอนถูกนำไปใช้
ซึ่งนั่นก็เชื่อมโยงกลับมาที่คำถามแรกที่เราต้องถามตัวเองเสมอว่าเวลาเราประพฤติธรรมว่า ธรรมะที่เราปฏิบัติ มันเป็นธรรมะของใคร? และที่เราปฏิบัติธรรมนั้น จริงๆเรากำลังทำอะไรอยู่
ภาวนาด้วยความรู้เนื้อรู้ตัว ที่ไม่ใช่ “ความรู้” เป็นตัวนำ
หากจะพูดถึงหัวใจของการปฏิบัติธรรม สำหรับผม คือการที่ผู้ปฏิบัติธรรมสามารถปลดปล่อยศักยภาพแห่งความตื่น และความเป็นมนุษย์ในตัวเราให้ฉานฉายได้อย่างเต็มที่ สิ่งที่ธรรมะกำลังยื่นให้ผู้ประพฤติธรรมก็คือ ทุกคนสามารถเป็นตัวของตัวเอง และทุกคนสามารถจะดูแลชีวิตของตัวเองได้ ไม่ว่ามันจะสุขจะทุกข์ เราสามารถจะภูมิใจและยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเราได้ การฝึกจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย ถ้าเราไม่รู้ว่าเราทำอะไรอยู่ แต่อีกด้านหนึ่งการฝึกก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้อีกเช่นกัน ถ้าเรารู้แล้วว่าสิ่งที่เราทำคืออะไร ในการปฏิบัติภาวนาเราไม่ได้ใช้ความรู้เป็นตัวนำ ถ้าเราใช้ความรู้เป็นตัวนำมันก็จะตกร่องเดิมที่ผมพูดมาตั้งแต่ต้น บริบทของธรรมะที่วิกฤตเนี่ย มันเกิดขึ้นมาได้ก็เพราะว่าคนพยายามจะยัดเยียดสิ่งที่เขารู้ให้กับเรา หรือเราพยายามที่จะบีบตัวเราให้ไปลอกเลียนตามผู้รู้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคัมภีร์ พิธีกรรม หนังสือ หรือครูบาอาจารย์ ไม่ได้หมายความว่าความรู้ทุกความรู้เป็นสิ่งที่ผิดนะ แต่ประเด็นก็คือการยัดเยียดนี่แหละเป็นสิ่งที่ผิด ฉะนั้นการที่เราศึกษาปฏิบัติธรรมะ สิ่งสำคัญจึงไม่ได้ขึ้นกับว่าครูบาอาจารย์คนไหนดี ไม่ได้ขึ้นกับว่าที่ไหนแจ๋ว ไม่ใช่ขึ้นกับว่าอันไหนถูก ไม่ใช่ขึ้นกับว่าสำนักไหนดีกว่าสำนักไหน พุทโธดีกว่าอรหังสัมมาหรือยุบหนอพองหนอ ไม่ใช่เรื่องของการช้อปปิ้ง หรือเรื่องของการหาว่าอะไรดีที่สุด สมบูรณ์แบบที่สุด ไม่ใช่นะครับ ถ้าหากว่าเราตกไปในร่องนั้นเนี่ย ก็จะกลับไปสู่วิกฤตของธรรมะอีก ในเบื้องต้น การที่เราจะอยู่ในโลกวัตถุนิยมทางจิตวิญญาณได้ ก็คือเราจะต้องพัฒนาศักยภาพในการเรียนรู้ด้วยตัวเองให้ได้เสียก่อน เคารพในศักดิ์ศรีและศักยภาพในการเรียนรู้ด้วยตัวเราเอง อันนี้คือสิ่งที่สำคัญ การภาวนาของเราจะต้องมีพื้นที่ให้กับการตั้งคำถาม มีพื้นที่ให้กับความสับสน มีพื้นที่ให้กับประสบการณ์ของตนเอง
การฝึกของเราไม่ใช่เป็นการใช้ความรู้นำ แต่สิ่งที่เราฝึกคือ ความรู้เนื้อรู้ตัว ต่างกันมากนะครับ การฝึกโดยใช้ความรู้เป็นตัวนำ ในหลายๆครั้งอาจจะเป็นประโยชน์ คือเรารู้ล่วงหน้า พอเราไปเจอจริงๆเราก็จะรู้ล่วงหน้า สัมพันธ์กับมันได้ ก็ดี แต่ถึงเราจะมีความรู้มากเท่าไหร่ก็ตาม สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือความรู้ตัวอยู่ดี เพราะว่าความรู้ที่เราได้มา ยังไงก็ยังคงเป็นความรู้ของคนอื่น หรือความรู้ที่เก่าไปแล้ว คือ เกิดขึ้นในอดีต การที่เราฝึกภาวนา การที่เราฝึกกับลมหายใจ การที่เราฝึกอยู่กับการเผชิญความทุกข์ เรื่องราวต่างๆที่ขึ้นในระหว่าง ที่เราฝึกภาวนา นั่นคือการฝึกที่จะรู้ตัว รู้เวลาที่เรารู้สึก รู้เวลาที่เราเจ็บ รู้เวลาที่เราคิด รู้เวลาที่เราโกรธ รู้เวลาที่เราเหงา เป็นความรู้สึกตัว เป็นความรู้เนื้อรู้ตัว ทุกภาวะที่เกิดขึ้นไม่ว่ามันจะ เป็นอย่างไร รู้ว่าเราหื่น รู้ว่าเราหิว มันเป็นธรรมชาติของเรา เราเป็นมนุษย์ เรามีสภาวะเหล่านี้ มันผิดตรงไหนเหรอ รู้จักตัวเอง มันเป็นมิติที่กล้าหาญนะครับในการภาวนา คือเราสามารถที่จะเป็นตัวเราเองได้ มีพื้นที่ในการยอมรับตัวเองอย่างไม่มีเงื่อนไข รู้จักมัน อย่างน้อยมีพื้นที่ ก่อนที่เราจะทำอะไรสักอย่างกับมัน มีความเป็นมิตร เป็นเพื่อนกับตัวเองได้จริงๆ นี่คือสิ่งที่เราฝึกเป็นพื้นฐาน ฝึกที่จะอยู่กับความไม่รู้ แทนที่จะฝึกสะสมความรู้
การสะสมความรู้ก็ไม่ต่างจากการที่เราสะสมวัตถุหรอกนะครับ ไม่ต่างจากการสะสมความมั่นคงทางชีวิตอื่นๆ เราพยายามจะสะสมความมั่นคงในชีวิต การเงิน เศรษฐกิจ ความมั่นคงทางใจ สะสม สะสม สะสม แต่ในการภาวนา เราฝึกสิ่งที่อยู่กับเนื้อกับตัวโดยที่เราไม่จำเป็นต้องสะสมและแบกอะไรไปให้หนัก ให้เทอะทะ
ตรงนี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญ ถ้าเราหลุดไปจากพื้นฐานตรงนี้ เราก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดวิกฤติของธรรมะ ถูกไหม เราอาจจะปฏิบัติธรรมไปสักพัก เราเริ่มรู้ดีกว่าคนอื่น เราจะเริ่มสอนคนอื่นได้ มีคนมาเรียนกับเรา สักพักเราอาจเริ่มรู้สึกว่าเราแจ๋ว ความรู้ที่เรามีใช้การได้ ซึ่งพอเป็นแบบนั้นก็เริ่มอันตรายนะนั่นน่ะ ถามว่า เฮ้ย ไม่เป็นไรน่ะ อย่างน้อยเขาก็ยังทำประโยชน์ ปล่อยให้เขาทำไป อย่าไปวิพากษ์วิจารณ์เขา อย่างน้อยก็มีประโยชน์บ้าง ให้คนมาเรียนกับเขา ได้รู้จักตัวเอง มีศีลธรรมบ้างอะไรบ้าง แต่ในความเป็นจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นนะครับ พอผู้ปฏิบัติหยุดดุ่มเดินบนเส้นทาง หยุดพักชมนกชมไม้ก็พอได้อยู่ แต่ถ้าหยุดเพื่อสร้างรังทางธรรมะนี่ แล้วยิ่งถ้ารังมันใหญ่โตเทอะทะด้วย ผมว่ามันเกะกะกีดขวางการเดินทางของคนอื่นๆ เพราะฉะนั้นมิตินี้จึงสำคัญ การที่อำนาจและศักดิ์ศรีเป็นของคนที่ปฏิบัติ อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ไม่ใช่อำนาจสูงสุดเป็นของสถาบัน ไม่มีใครที่จะมายึดอำนาจของคนที่ปฏิบัติได้นะครับ ทุกคนยังมีสิทธิเสรีภาพเต็มร้อย ซึ่งคงเป็นเรื่องน่าเศร้า หากวิกฤติของธรรมะจะส่งผลโดยตรง ต่อการลิดรอนศักดิ์ศรีทางจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ที่เราแต่ละคนมี
การที่เรารักษาฐานไว้ได้ ตัวแรงบันดาลใจของปัจเจก แรงบันดาลใจของตัวเราเองมันจะไม่หายไป การปฏิบัติธรรมที่ปฏิบัติไปแล้วออกมาเหมือนๆกันมันจะไม่เกิดขึ้น เพราะว่าเมื่อเราฝึกภาวนาด้วยความรู้เนื้อรู้ตัวโดยไม่ใช้ความรู้เป็นตัวนำแล้วเนี่ย สิ่งที่เป็นพลังคือประสบการณ์ สิ่งที่เราเจอด้วยตัวเราเอง เป็นความทุกข์เป็นความสุขที่ไม่มีใครอธิบายได้นอกจากคนที่ประสบ มิติของความหลากหลายนี้สำคัญมาก ทำให้พุทธบริษัทที่มากกว่าสี่ เกิดการปะทะสังสรรค์ เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ เกิดนิกาย เกิดสายปฏิบัติหลากหลาย รูปแบบของการสื่อสารต่างกันไป บางคนอาจจะมีมิติทางสังคม บางคนอาจจะไม่มี บางคนอาจจะมีมิติทางครอบครัว บางคนอาจจะไม่มี ถามว่ามีอันไหนผิดไหม ไม่มี มันเป็นแรงบันดาลใจของคนนั้น ถามว่าคนที่มีมิติตรงนั้นแล้วคิดว่าตัวเองเจ๋งกว่าคนอื่นรึเปล่า ก็ไม่ใช่ เพราะนั่นเป็นแรงบันดาลใจของคุณ ...ตรงนี้มันแจ๋วมากเลย ความมีชีวิตชีวาของการเรียนรู้จะเกิดขึ้นตลอดเวลา แล้วธรรมะมันจะไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา เป็นมิติของพลังชีวิตที่แปรเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัยของยุคสมัย