เราไม่ได้ต้องการคนดี
- journey:
“เราไม่ได้ต้องการคนดี”
สัมภาษณ์จิตรา คชเดช ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ และหนึ่งในผู้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดง
สัมภาษณ์โดย วิจักขณ์ พานิช

พระไพศาล วิสาโล กล่าวไว้ในบทสัมภาษณ์ของท่านตอนหนึ่งว่า “ธรรมะมีอยู่ในทุกหนทุกแห่ง อยู่ในประสบการณ์ของทุกผู้คน ธรรมะไม่ได้อยู่แต่ในพระไตรปิฎก หรืออยู่ในตำรา ธรรมะเป็นเรื่องใกล้ตัว อยู่ที่ว่าเรามองเป็นหรือไม่ เราควรมองมาที่ประสบการณ์ของตัวเราเองด้วยว่าประสบการณ์นั้นเป็นบทเรียนสอนธรรมะได้หรือไม่"
ทุกวันนี้หากใครสนใจที่จะศึกษาธรรมะ ก็คงมุ่งหน้าเข้าศูนย์ปฏิบัติธรรม วัด หรือพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียง คงไม่มีใครเลือกที่จะเสียเวลาเดินเข้าไปนั่งคุยกับชาวบ้านในม็อบ ที่มาชุมนุมประท้วงตากแดดตากฝน ตะโกนโหวกเหวกอยู่ตามท้องถนน ลึกๆเราต่างก็แอบฝันว่าอะไรที่เกี่ยวกับธรรมะมันน่าจะดูคูล คนมีธรรมะจะต้องสุภาพมีมารยาท หน้าผ่องหน้าเด้ง พูดจาดี มีออร่าทางธรรมสุกสว่างออกมา
แว้บหนึ่ง ผมมองไปที่แววตาอันมุ่งมั่นของผู้หญิงคนที่ผมกำลังคุยด้วย เธอดูดุดัน โผงผาง ไม่ยอมใคร แต่ยามที่เธอเล่าถึงการต่อสู้เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมในสังคม การร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผู้คนที่ยากลำบาก ผมสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและความอ่อนโยนอย่างประหลาด บ่อยครั้งมันทำให้ผมขนลุก เธอไม่ใช่คนที่ใครๆจะเดินเข้าหา เพื่อคุยเรื่องการปฏิบัติธรรม คำสอนทางศาสนา หรือความสุขสูงสุดในชีวิต เธอไม่สามารถประดิดประดอยถ้อยคำสวยหรูให้คนฟังปลาบปลื้มชื่นชอบ ชีวิตของเธอไม่ได้มีเพื่อสื่อสารความสุข ตรงกันข้ามเธอเป็นโทรโข่งของความทุกข์ให้กับผู้คนที่ถูกกดขี่
หนิง-จิตรา คชเดช เป็นอดีตประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ เป็นผู้นำการต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับคนงานของสหภาพที่ถูกเลิกจ้างตั้งแต่มิถุนายน ๕๒ เมื่อการเรียกร้องไม่เป็นผล พวกเขาจึงเปลี่ยนกลยุทธ์มาเป็นการผลิตชุดชั้นในออกขายภายใต้ แบรนด์ "ไทร อาร์ม" (TRY ARM) กับสโลแกนเก๋ๆที่ว่า "ไม่ใช่แต่แฟชั่น แต่มันคือการต่อสู้" พร้อมโลโก้กำปั้นชู (ดูรายละเอียดได้ที่ www.tryarm.org)
บทสัมภาษณ์ "เราไม่ได้ต้องการคนดี" อาจไม่ได้ออกแนวธรรมะธัมโมเหมือนชิ้นก่อนๆ มันก็แค่เรื่องเล่าของคนเล็กๆคนหนึ่งที่ใช้ทุกข์เป็นทาง คนจริงที่ขอลองเผชิญความจริงด้วยตนเอง อย่างที่ไม่ต้องมีมายาคติของความดีมาบดบังให้พร่ามัว
วิจักขณ์: พี่รู้สึกยังไงกับมาตรการเยียวยาของภาครัฐ และภาคเอกชน ที่มีต่อผู้ชุมนุมที่กลับบ้านไป
จิตรา: เรากำลังรู้สึกว่า “เยียวยา” หมายถึง ...แบบ ต้องรักษาจิตใจอะไรงี้ป่ะ นี่ความคิดของเรานะ การที่ใช้คำพูดว่าเยียวยา แสดงว่าคนนั้นกำลังมีปัญหาเรื่องภาวะจิต ใช่ป่ะ..
วิจักขณ์: ซึ่งในแง่นั้น พี่โอเคดี
จิตรา: (หัวเราะ) ก็โอเคนะ ไม่ได้ป่วย (หัวเราะ)
คือ การที่จะแก้ปัญหาเนี่ย มันไม่ใช่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุว่ามาเยียวยาจิตใจ รู้สึกยังไงที่เกิดเหตุการณ์แบบ นี้ขึ้น มีอะไรอยากจะพูดมั๊ย ไม่รู้สิ ที่เห็นทำๆกัน ก็เห็นให้คนมาเล่า ปรับทุกข์ อะไรงี้...แล้วไงต่อล่ะ เออ หลังจากปรับทุกข์เสร็จแล้วไงต่อ แล้วปัญหาที่มันคงอยู่ ถูกแก้มั๊ย ...ก็เปล่า
วิจักขณ์: คือ ปัญหาของคนที่มาชุมนุมมันโยงกับเรื่องที่จับต้องได้โดยตรง
จิตรา: อือ ใช่ ยกตัวอย่างคนที่ถูกไฟไหม้บ้านนะ การที่จะเยียวยาเค้าก็คือการให้ ที่อยู่อาศัย มันไม่ได้หมายความว่า คุณเอาข้าวไปให้ แล้วไปนั่งฟังเค้า รับรู้ความเศร้า ความสูญเสีย แต่เค้าก็ยังไม่มีบ้านอยู่ ถ้าแค่นั้นก็ไม่ใช่ทางที่จะแก้ปัญหาได้ ลองนึกดูเล่นๆว่า ถ้าวันๆเค้าต้องมานั่งพูดกับคนที่มารับฟัง พูดแต่เรื่องความเศร้า ความสูญเสีย ซ้ำๆ มันจะเป็นยังไง แล้วบ้านก็ไม่มีอยู่ ความจริงว่าไฟไหม้ยังไงก็ไม่มีใครตรวจสอบ มันเหมือนเอาเรื่องเยียวยาจิตใจมา เบี่ยงเบนไม่พูดถึงปัญหาหรือเปล่า
ริน (เพื่อนร่วมสนทนา): ก่อนที่รินจะเจอพี่ที่เต็นท์ที่ราชประสงค์วันนั้นน่ะ รินจะเจอแต่พี่พูดในเวทีต่างๆ ไฮปาร์ค หรือแสดงความคิดเห็นหนักๆ บอกตรงๆเลย รินเนี่ยกลั้ว กลัว จริงๆพี่ก็ไม่ได้ดุอย่างที่เห็นตามการชุมนุมใช่มั๊ยพี่
จิตรา: จริงๆก็ไม่ได้ดุนะ มันก็แค่ถ้าไม่ใช่ เราก็จะเถียง
วิจักขณ์: ก็คือตรงไปตรงมา ไม่ประนีประนอม
จิตรา: อือ ใช่ ไม่ประนีประนอม ตอนเด็กๆไม่ค่อยมีใครเล่นด้วยหรอก เค้าบอกว่าเราขี้โกง ชอบแกล้งเพื่อน แค่จริงๆไม่ใช่เลย ไม่เคยแกล้งใครเลย มีแต่เค้าแกล้งเราก่อน แต่ตอนเค้าแกล้งเรา ไม่มีคนเห็น เวลาเราเอาคืนมีคนเห็น เค้าก็เลยหาว่าเราชอบแกล้งเพื่อน
วิจักขณ์: ตอนนี้ก็ยังเป็นใช่มั๊ย (หัวเราะ)
จิตรา: (หัวเราะ) ใช่ ตอนเราถูกกระทำไม่ค่อยมีคนเห็น แต่พอเราไม่ยอม ก็หาว่าก้าวร้าว
วิจักขณ์: บางทีผมก็จินตนาการไม่ออกนะพี่ อย่างผมเนี่ย ไม่พอใจอะไรในสังคมก็ไม่เคยถึงกับต้องออกไปเรียกร้องบนท้องถนน ก็ไปหาพรรคพวกให้ช่วยบ้าง ใช้เส้นบ้าง ถ้ามีเงิน เงินก็ช่วยแก้ปัญหาได้ การศึกษาหรืองานที่ทำมันก็ทำให้เราพอมีสถานะทางสังคมอยู่บ้าง แต่การเป็นคนเล็กๆที่ไม่มีอะไรซักอย่าง แล้ววันนึงกลายเป็นผู้นำการเรียกร้องความเป็นธรรมในสังคม ทำให้คนที่อยู่ในโครงสร้างอำนาจมองว่าพี่ก้าวร้าว รุนแรง ก่อความเดือดร้อน ไม่เคารพกฎหมาย บทบาทตรงนี้มันส่งผลกระทบอะไรกับชีวิตพี่บ้าง
จิตรา: อย่างวันนึงพี่จะต้องเดินทางไป ต่างประเทศ พี่ไปมอบตัวแล้ว แต่มันยังไม่ยกเลิกประวัติ พอไปถึงสนามบิน เราก็ต้องไปยื่นพาสปอร์ต ในระหว่างที่กำลังผ่านต.ม. เอ..ทำไมแถวอื่นผ่านไปหมดแล้ว แถวชั้นยังไม่ไปไหน คือไม่มีการบอกว่าเรามีปัญหาอะไรนะ จนตำรวจมาครบทีม ก็เรียกเราเข้าไป บอกว่าขอเชิญตัว คุณมีปัญหา โห.. เหมือนอาชญากรข้ามโลกยังไงไม่รู้ คนมองกันเต็ม แทนที่จะพูดกับเราดีๆ มาคนเดียวก็ได้ นี่มาเป็นทีม เชิญตัวเราไป เราก็บอกว่าเดี๋ยวบอกเพื่อนก่อน “ไม่ได้ ไม่ได้ ไม่มีสิทธิเลย ถ้าเคลียร์ไม่จบเนี่ย เดี๋ยวเอาตำรวจพาไปเข้าห้องขังเลย” ใช้เวลาเคลียร์อยู่เกือบครึ่งชั่วโมงได้ ตอนแรกนี่อารมณ์ดีนะ จะได้ไปเมืองนอก ผ่านช่องต.ม.ช้าๆ ร่ำลาเพื่อนๆ ที่ไหนได้ (หัวเราะ) โดนซะ
หลังจากเคลียร์จบ ตำรวจบอกว่า “แม่ง.. ค้ายา ฆ่าคนตาย ไม่ส่งรายชื่อให้กูจับ คดีแค่นี้ส่งรายชื่อให้กูจับ” (หัวเราะ) นี่ไงก็แค่เรียกร้องความเป็นธรรมในสังคม เราก็กลายเป็นผู้ก่อความวุ่นวาย บัญชีดำ ออกนอกประเทศไม่ได้
วิจักขณ์: ที่พี่โดนแบบนี้ ก็คือแค่ออกมาเรียกร้อง ออกมาชุมนุมประท้วง ตามปกติ
จิตรา: ใช่ ก็แค่นั้นแหละ ไม่ใช่ว่าไปแอบทำอะไรที่ไหน
วิจักขณ์: มันเป็นสมมติฐานที่ว่า คนดีๆเขาไม่ออกมาชุมนุมประท้วงกันตามท้องถนนหรือเปล่าพี่
จิตรา: ก็คงจะใช่
วิจักขณ์: แล้วเวลาเจอแบบนี้มากๆ พี่เคยคิดจะเลิกทำ หรือเปลี่ยนกลยุทธ์บ้างมั๊ย
จิตรา: ต้องเข้าใจนะ ว่าการประท้วงมันคือการนำเสนอ มันคือการบอกว่าอะไรเกิดขึ้นกับเรา การประท้วงแบบแปลกๆ ก็คือการเรียกสื่อมา การประท้วงคือการบอกข่าว คือการตะโกนบอกว่าเกิดอะไรขึ้น การเดินบนท้องถนนก็ต้องคำนวณด้วยว่าเดินบนเส้นไหนคนจะเห็นเยอะ คนเห็นว่าฉันโดนอะไร การทำอะไรแปลกๆ ก็คือเรียกนักข่าวมาดูว่าฉันโดนอะไรมา ต้องการให้คนรับรู้ ร่วมรับรู้ความทุกข์ของเรา ถ้าเกิดว่ามีพื้นที่สื่อเพียงพอ คนทั่วไปตื่นตัว สนใจ และอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มันก็ไม่จำเป็นต้องออกมาเดินบนถนน เค้าก็ไปที่สื่อเพื่อไปบอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับเค้า เป้าหมายของการประท้วงก็คือการบอกข่าว การส่งสารว่าชั้นโดนกระทำอะไรมา
วิจักขณ์: แล้วพี่คิดยังไง อย่างในกรณีการชุมนุมประท้วงของคนเสื้อแดงที่ผ่านมา ถ้าคนทั่วไปที่เห็นการชุมนุมจะบอกว่า การสื่อสารของคนเสื้อแดงยังทำได้ไม่ดี สร้างความเดือดร้อน ความน่าหมั่นไส้เยอะกว่าสร้างความเข้าใจ คนกรุงเทพฯส่วนใหญ่ก็ยังไม่รู้เลยว่าเหตุผลจริงๆที่มาชุมนุมกันเพื่ออะไรกันแน่
จิตรา: ไม่ต้องคนเสื้อแดงหรอก คนมาชุมนุมประท้วงก็ประสบปัญหานี้ประจำนะ อย่างกลุ่มผู้ใช้แรงงานเองพอเดิน ประท้วง ปิดถนน ก็จะโดนด่าประมาณว่า ปัญหาของคนกลุ่มเดียว ทำให้คนเดือดร้อนเยอะแยะ มีหลายอย่างที่เราโดนมา ทุกครั้งก็ต้องมาคิดว่าจะปรับการชุมนุมประท้วงยังไงให้คนเข้าใจเรามากขึ้นด้วย คือการชุมนุมประท้วงนอกจากการสื่อแล้ว ก็คือการหาแนวร่วมเพิ่มด้วย ถูกมั๊ย
อย่างพวกเราที่คิดทำกางเกงใน TRY ARM ขึ้นมา ก็คิดเรื่องนี้แหละ ลองทำกางเกงในซิ พอคนมาซื้อ เราก็เล่าเรื่องราวของเราให้เขาฟัง กางเกงในมาเป็นยังงี้ๆๆ [วิจักขณ์: ติดตัวเค้าด้วยนะ (หัวเราะ)] เออ..(หัวเราะ) มันก็เลยทำให้ได้รับการตอบรับจากสังคม บางทีบางคนอยากจะรู้ บางคนอยากจะร่วม แต่ด้วยเหตุปัจจัยอะไรก็แล้วแต่ เขาอาจจะร่วมไม่ได้ เขาก็ซื้อกางเกงในไปใส่ ในกรณีเสื้อแดง มาชุมนุมไม่ได้ ก็ใส่เสื้อแดงอยู่บ้านได้ อันนี้ต้องเข้าใจนะ การซื้อของซักชิ้น หรือแม้แต่การเลือกใส่เสื้อผ้า เลือกซื้ออาหาร มันเกี่ยวข้องโดยตรงกับจิตสำนึกทางสังคม
การประท้วงถ้าไม่อยากให้มันนำไปสู่ความรุนแรงมากขึ้นๆ จำเป็นต้องเปิดพื้นที่สื่อให้เค้าด้วย เพราะการประท้วงเป็นการเรียกร้องให้คนได้รับรู้เรื่องของเค้ามากขึ้น
วิจักขณ์: คนทั่วไปก็ต้องช่วยกันเปิดใจรับรู้ด้วย ไม่ใช่อะไรๆก็เซ็ง อะไรๆก็เบื่อ
จิตรา: ใช่
วิจักขณ์: แต่ดูเหมือนท่าทีของรัฐบาลไม่ว่าชุดไหนๆก็มักจะเป็นไปในทางตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับสิ่งที่ผู้ชุมนุมต้องการ นอกจากจะไม่ให้พื้นที่สื่อ ไม่ลงมาร่วมรับรู้ ก็มักจะเป็นไปในทางกังวลเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองมากกว่า ความจริงใจที่จะแก้ปัญหาก็ไม่ค่อยจะมี หนักเข้าก็มีการข่มขู่ หมายหัว และยิ่งบีบพื้นที่ของการชุมนุมเรียกร้องให้แคบลงเรื่อยๆ
จิตรา: เพราะรัฐไม่วิเคราะห์ หรือแกล้งโง่ หรืออะไรก็แล้วแต่ เป้าหมายของการประท้วงคืออะไร เค้าต้องการให้สังคมรับรู้ปัญหาของเค้ามากขึ้น ต้องการหาแนวร่วมมากขึ้น จะทำยังไงที่รัฐไม่ไปยับยั้งสิ่งเหล่านี้ เพราะถ้าปิดกั้นยับยั้ง แรงบีบก็จะเจอแรงต้าน มันก็จะยิ่งหนักขึ้น หนักขึ้น
เพราะฉะนั้น เวลาเราไปดูการชุมนุมประท้วง เค้าวางแผนกัน ก็ต้องมีประเด็นเหล่านี้ คือ ทำยังไงให้สื่อมาทำข่าวมากที่สุด จะเดินตรงไหนให้คนเห็นเยอะที่สุด ไปตรงไหนที่คนจะสนใจเยอะที่สุด จะทำยังไงที่จะทำให้คนเป็นแนวร่วมให้ได้มากที่สุด ทุกครั้งที่เราวางแผนทำกิจกรรม ก็มีแค่นี้แหละที่ต้องการ เพราะเราก็เชื่อว่าสื่อก็จะนำสารของเราไปยังอีกฝ่าย เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ก็ต้องการให้สังคมไปช่วยกันบีบให้อีกฝ่ายยอมปรับ ยอมรับข้อเสนอที่เราเรียกร้อง ให้ทำในสิ่งที่เราอยากได้
วิจักขณ์: ความต้องการหลักของการชุมนุมประท้วง ก็คือ ให้สังคมได้รับรู้เรื่องราวความเดือดร้อนของเขา ไม่ใช่เรื่องของความรุนแรง อันนี้พี่ยืนยันได้
จิตรา: ถ้าเค้าชอบความรุนแรง เค้าก็คงไม่ไปเดินประท้วงตั้งแต่แรก เค้าก็คงตัดสินใจเอาปืนไปจ่อหัว ให้มันทำตามที่เราต้องการไปแล้ว
วิจักขณ์: คนก็อาจจะถามว่า แล้วทำไมถึงต้องไปก่อความเดือดร้อนให้คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่
จิตรา: แล้วถ้าชุมนุมกันเงียบๆในสวนสาธารณะ แล้วใครที่ไหนจะได้ยิน เมื่อสังคมมีท่าทีเพิกเฉยต่อปัญหา มันก็จำเป็นที่จะต้องกระตุกให้สังคมตื่นบ้าง แต่นั่นก็ไม่ใช่การใช้ความรุนแรง
วิจักขณ์: อยากถามความคิดเห็นพี่ ในฐานะที่พี่ไปเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดง อย่างคนที่เค้าสงสัยที่มาที่ไปของการชุมนุมครั้งนี้ ฟังพี่ก็อาจจะยังสงสัย จริงอยู่มันก็อาจมีคนที่มาเข้าร่วมการชุมนุมด้วยความเข้าใจแบบนี้ แต่ก็ยังน่าสงสัยว่าจะมีซักกี่คน ในเสื้อแดงจริงๆก็มีหลายกลุ่มมากที่มาเป็นแนวร่วม แต่คนที่มองจากข้างนอกเข้าไป ไม่รู้ล่ะ เค้าก็ต้องมองไปที่แกนนำก่อนเป็นอย่างแรก ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นนักการเมือง หัวคะแนน ดูการพูดการจา ดูข้อมูลต่างๆที่ยกมาปราศรัย แล้วมันไม่ค่อยน่าไว้วางใจเท่าไหร่ ก็อาจมีคำถามว่า คนที่มาชุมนุมโดนแกนนำปั่นหัวหรือเปล่า ถูกจ้างมาหรือเปล่า ถูกหลอกหรือเปล่า เป็นเครื่องมือให้ทักษิณหรือเปล่า สำหรับกลุ่มของพี่ พี่คิดยังไงถึงได้ตัดสินใจเข้าร่วมชุมนุมกับเสื้อแดง แน่ใจได้ยังไงว่าการร่วมชุมนุมครั้งนี้จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของพี่ได้จริงๆ
จิตรา: อย่างที่บอกไปว่าการชุมนุมทุกครั้งมันก็มีอยู่สองเป้าหมาย เป้าหมายแรกก็คือ ต้องการที่จะสื่อข่าวสาร และสองคือต้องการแนวร่วมเพิ่ม แต่ที่เราไปร่วมกับเสื้อแดง เราไปเป็นแนวร่วมเพิ่มให้กับเค้านะ เราไม่ได้ไปช่วงชิงการนำอะไรนะ (หัวเราะ) เราไปเป็นแนวร่วมเพิ่มให้กับเค้า เพราะว่าเราเห็นประเด็นร่วม ประเด็นร่วมก็คือ เออ ถ้ามีการยุบสภา มันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง คดีของเราหรืออะไรที่เกี่ยวข้องกับเรา อาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้
วิจักขณ์: ความหมายของการเป็นแนวร่วม สำหรับชนชั้นกลางอย่างผมเป็นอะไรที่เข้าใจยากมาก เพราะในฐานะที่เรามีทางเลือก มันต้องดีพร้อมสิเราถึงจะเลือก คือเป็นผู้เลือก ไม่ใช่เป็นแนวร่วม อันนี้พี่บอกว่าไปเป็นแนวร่วมเพิ่มให้เขา การไปเป็นแนวร่วมของพี่ไม่ได้หมายความว่า พี่เห็นด้วยกับแกนนำทุกอย่าง หรือเห็นด้วยกับทุกกลุ่มที่มาเป็นแนวร่วมทุกอย่าง
จิตรา: ใช่ เราเข้าไปเป็นแนวร่วมในประเด็นที่เราเห็นด้วย ก็คือในเรื่องของการยุบสภา มันเป็นการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานที่จับต้องได้ ถ้ายุบสภา พอจะเลือกตั้งใหม่ เราก็มีโอกาสที่จะนำเสนอประเด็น อย่างนำเสนอว่าพรรคการเมืองที่เราจะเลือก ต้องมีนโยบายเกี่ยวกับสิทธิของคนงานให้ชัดเจนนะ เพราะว่าเราเคยนำเสนอประเด็นเหล่านี้ไปให้พรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลแล้ว เค้าก็ไม่จัดการอะไรให้เรา
แต่สิ่งที่สำคัญคือ เราก็ไม่ได้คาดหวังนะ ว่าถึงจะมีการเปลี่ยนแปลง ยุบสภาแล้ว ประเด็นของเราจะได้รับการดึงขึ้นไปแก้ปัญหาในทันที แต่ประเด็นหลักที่คิดว่าทำให้เราเข้าร่วมการชุมนุมก็คือ เราคิดถึงในแง่ของประชาธิปไตยด้วย อย่างน้อยสิทธิการชุมนุมขั้นพื้นฐานควรจะมี และรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ยังมาแบบไม่ชอบธรรม
วิจักขณ์: ก็คือพี่ก็มองไปในระยะยาวด้วยว่า การมาร่วมชุมนุมในครั้งนี้ มันจะมีผลถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในระยะยาว คือ สิทธิและพื้นที่ในการชุมนุมเรียกร้องของประชาชน และกติกาที่เป็นธรรมของประชาธิปไตย
จิตรา: ใช่ แล้วที่สำคัญนะ คิดว่าการต่อสู้ทางการเมือง มันไม่ค่อยมีพื้นที่ ไม่มีโอกาสบ่อยมากนัก บางทีการเข้าไปร่วมเนี่ย มันจะทำให้เรามองเห็นได้มากกว่าที่เราเคยเห็นมาก็ได้ การที่คนมารวมกลุ่มกันเยอะๆ เราได้มีโอกาสไปทำความรู้จัก ไปฟัง ไปพูดคุย ไปร่วมรับรู้ปัญหาของคนอื่น บางทีมันก็ทำให้เรามีมุมมองอะไรกว้างขึ้นได้