การเดินทางของคำถามที่ถูกลืม

การเดินทางของคำถามที่ถูกลืม
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน คอลัมน์ปริทรรศน์
ฉบับวันศุกร์ที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐
โดย กฤษฎา ศุภวรรธนะกุล


ชีวิตคืออะไร?

ในบางภาวะของชีวิต หลายคนอาจเคยตั้งคำถามนี้กับตัวเอง เพื่อจะพบว่ามันเป็นคำถามที่ฟังดูง่ายแต่ตอบยาก เป็นคำถามที่ถูกถามมาตลอดระยะเวลาอันยาวนานของประวัติศาสตร์ทางความคิด ของมนุษยชาติ ยุคสมัยเปลี่ยนไป สายลมแห่งความก้าวหน้า ความมั่งคั่ง เทคโนโลยี การศึกษา ฯลฯ พัดพาคำถามนี้จากไป เราหลงลืมแม้กระทั่งว่าเราเป็นใคร และนั่นอาจเป็นความเคว้งคว้างที่สุดของมนุษย์
อย่างไรก็ตาม แม้คำถามบางคำถามจะถูกลืม แต่คนอีกจำนวนหนึ่งคิดว่ามันเป็นคำถามที่ ‘ต้อง’ ถาม วิจักขณ์ พานิช ชายหนุ่มวัย ๒๗ ปี เติบโตมาในครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะ สมาชิกในครอบครัวของเขาต่างมีการศึกษาในระดับสูง เขาเติบโตขึ้นในร่มเงาแบบนี้ จนมาถึงช่วงชีวิตวัยหนึ่ง คำถามมากมายสู้รบตบมืออยู่ข้างใน รวมถึงคำถามที่ว่าชีวิตคืออะไร เกิดเป็นความพยศภายในที่ว่า ‘ทำไมเราจะต้องทำอย่างที่คนอื่นอยากให้ทำ’ ระหว่างเรียน เขาใช้จ่ายเวลาจำนวนหนึ่งเทลงขวดเหล้า เผาไปกับมวนบุหรี่ แต่คำถามที่ว่าชีวิตคืออะไรยังคงอยู่ กระทั่งเข้าได้มีโอกาสฝึกสมาธิตามคำชักชวนของเพื่อน และเขาพบว่านั่นคือจุดเปลี่ยนในชีวิตครั้งสำคัญ
เขาเลือกที่จะเดินทางค้นหาคำตอบนั้นต่อไปโดยไม่ยี่หระกับความคาดหวังภายนอก หลังเรียนจบ เขาบวชที่สวนโมกขพลารามหนึ่งปี และหลังจากนั้นเขาตัดสินใจไปศึกษาต่อปริญญาโทที่ มหาวิทยาลัยนาโรปะ ประเทศสหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยทางเลือกที่มุ่งเน้น ‘การเรียนรู้’ มากกว่าใบปริญญา
เขากลับมาเมืองไทยด้วยพื้นที่ภายในที่กว้างขวางกว่าเดิม ถามว่าคุณเจอสิ่งที่คุณค้นหาหรือเปล่า?

‘ ทั้งเจอและไม่เจอ ’ ...นั่นคือคำตอบของเขา



อิสรภาพ

ผมเชื่อว่าทุกคนต้องการค้นพบตัวเอง ค้นพบศักยภาพทั้งหมดที่เรามี เหมือนในทางศาสนาจะบอกว่าเราเดินทางเพื่อค้นหาอะไรบางอย่าง แต่ผมมองว่าอิสรภาพที่ว่านั้น มันเหมือนกับการที่เราได้เอาความเป็นตัวของตัวเองและศักยภาพภายในทั้งหมดที่ มีออกมา เป็นการค้นพบความหมายสูงสุดของการดำรงอยู่ ทุกคนมีจุดนี้ที่โหยหา เราอยากจะมีพื้นที่ในลักษณะใดลักษณะหนึ่งที่เราได้เป็นตัวของตัวเอง มีคนยอมรับ มีคนชื่นชม มีความหมายและคุณค่าที่แท้จริงต่อผู้คนรอบข้าง

แต่เนื่องจากครอบครัว ระบบการศึกษา หรือกรอบข้อบังคับทางสังคมและวัฒนธรรม ได้กดทับสิ่งเหล่านี้อยู่ด้วยความคาดหวังร้อยแปด เราต่างถูกปิดกั้นการค้นพบความสวยงามที่เรามีอยู่ข้างใน โดยที่ความสวยงามนั้น แท้จริงแล้วมันอยู่เหนือการวัดค่าของสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินทอง ใบปริญญา หรือการชื่นชมของคนอื่น ความบีบคั้นตรงนี้มันแน่นหนาถึงขนาดที่ว่าเราไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้มองดูตัว เอง

ค้นหา

เวลาผมเดินตามท้องถนนแล้วเห็นเด็กรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตเสเพล จากประสบการณ์ของผมที่เคยผ่านตรงนั้นมาแล้ว ผมมองว่ามันเป็นชีวิตช่วงหนึ่งที่คนเราคิดอยากกบฏ อยากพยศกับความคาดหวังของสังคม ที่มองว่าคนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่ใส่สูท ผูกเนกไท มีเกียรติยศ เงินทอง ชื่อเสียง วัยรุ่นส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะฉีกตัวเองออกมา เราต่างก็ต้องการหาจุดที่เรารู้สึกว่าเป็นตัวตนของเราในระดับที่เราสวมแล้ว รู้สึกว่ามั่นใจ

ชีวิตผมก็มีจุดนั้นที่คล้ายกัน คือในช่วงแรก ผมต้องการแสวงหา”ตัวตน”ของผม ผมเลือกเรียนวิศวะแทนที่จะเรียนหมอตามความคาดหวังของที่บ้าน เลือกจะใช้ชีวิตอิสระ แต่พอถึงจุดเปลี่ยนของชีวิต ผมเริ่มเข้าใจว่าการกบฏของเรา มันก็ยังเป็นการไปเกาะเอาสิ่งภายนอกบางอย่างมาครอบความเป็นตัวของตัวเองอีก อยู่ดี เราแค่เลือกที่จะเปลี่ยนหมวก...

ผมเริ่มเข้าใจว่าคนเราทุกคนมีอะไรบางอย่างที่สามารถค้นพบได้จากภายใน เป็นศักยภาพที่แสดงถึงความเป็นตัวเราที่แท้จริง ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับปัจจัยภายนอกใดๆเลยแม้แต่น้อย

สวนโมกข์

สวนโมกข์เป็นครั้งแรกที่ผมได้ใช้เวลาเรียนสิ่งที่อยากรู้ เพราะตั้งแต่เรียนประถมจนถึงปริญญาตรี ผมได้แต่เรียนตามที่คนอื่นบอก ช่วงชีวิตที่สวนโมกข์เป็นครั้งแรกที่ผมสัมผัสได้ถึง ”พื้นที่“ที่ผมโหยหามาตลอด ได้สำรวจตัวเองจริงๆ ว่าเราชอบอะไร เป็นพื้นที่ด้านในที่มีค่ามาก ช่วงเวลาหนึ่งปีนั้น ผมไม่มีตารางชีวิต ผมจะทำอะไรก็ได้ จะหยิบหนังสือเล่มไหนมาอ่านก็ได้ นอกจากการฝึกภาวนาอย่างเข้มข้น ผมใช้เวลากับหนังสืออ่านหนังสือที่อยากอ่าน หนังสือเกี่ยวกับสังคมไทย ประวัติศาสตร์ไทยได้อ่านงานอาจารย์ป๋วย อาจารย์ปรีดี อาจารย์สุลักษณ์ เรื่องราวเกี่ยวกับการปฏิวัติจากด้านใน เหมือนผมหลุดเข้าไปในโลกอีกโลกหนึ่งที่เป็นตัวผม มันเปิดศักยภาพภายในตัวเราที่เรารู้สึกว่าสิ่งนี้นี่แหละคือสิ่งที่เราอยาก จะมีส่วนร่วม

มหาวิทยาลัยนาโรปะ

การเรียนการสอนที่นาโรปะที่โดดเด่นที่สุด คือเขาจะมีพื้นที่ให้ผู้เรียนได้เป็นตัวของตัวเอง ชื่นชมที่คุณได้แสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมา หรือแสดงสิ่งที่คุณสนใจออกมา เมื่อเปรียบเทียบกับระบบการศึกษาทั่วไปที่ชื่นชมคนที่สามารถทำตามความคาด หวังของระบบ มันเป็นพื้นที่ที่ปิด และถ้าใครอยู่ในพื้นที่ที่ปิดนี้ได้ดีก็ถือว่าเป็นคนเก่ง คือมันมีการตัดสิน การวัดคุณค่ากันเยอะมาก

แต่ที่นาโรปะจะเป็นลักษณะของพื้นที่เปิดที่ทำให้ผู้เรียนรู้สึกว่าเป็นใหญ่ สามารถแสดงออก แสดงแรงบันดาลใจ แสดงศักยภาพทั้งหมดที่ตัวเองมี อาจารย์ก็มีลักษณะเหมือนเป็นพี่เลี้ยง คอยดูแลเรา คอยตบ คอยดันให้เรามองย้อนเห็นอะไรในตัวเองได้ชัดขึ้น ช่วยดึงศักยภาพภายในออกมาได้มากขึ้น หรือบางจุดที่อาจจะเป็นความทะเยอทะยานจนเกินไป เขาจะดึงเรากลับมา และให้เรามองว่าที่ลึกลงไปกว่านั้นเราต้องการอะไร

จุดหนึ่งของนาโรปะ คือเรามีความคาดหวังอะไรไป มันจะโดนทำลายหมด เพราะการที่เราจะไปเรียนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านในจริงๆ ถ้าเราไปเรียนอะไรแล้วได้สิ่งนั้นออกมา เหมือนกับว่าเรารู้ว่าไปเรียนแล้วจะได้อะไร แล้วก็ได้สิ่งนั้นกลับออกมา ผมว่าแบบนี้มันไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร แต่นาโรปะจะทำให้ความคาดหวังแรกของเราหายไปเลย เราผิดหวัง สิ้นหวัง แต่เราจะไปค้นเจอแรงบันดาลใจบางอย่างที่ลึกขึ้นกว่าเดิม

ถ้าอยากจะไปเรียนที่นาโรปะ สิ่งสำคัญที่สุดเลยคือต้องศรัทธาในเสียงด้านในของตัวเอง เราค้นหาอะไร เราต้องการไปเรียนที่นั่นเพื่ออะไร คือมันไม่มีคำตอบตายตัว แต่เราจะไปเรียนเพื่อเปิดตัวเองจริงๆ เพื่อให้เห็นว่ามีหนทางแบบนี้มีอยู่ และกล้าที่จะเอาชีวิตเข้าแลก เข้าไปเสี่ยงเพื่อการได้ทดลองทำ ทดลองเข้าไปคุยกับกัลยาณมิตรที่แปลกๆ แล้วหนทางมันจะเปิดของมันเอง ดังนั้นคนที่จะไปเรียนที่นาโรปะต้องทำใจในระดับหนึ่งว่าอาจจะผิดหวัง แต่ถ้าปริญญาโทในระบบดูแล้วไม่มีอะไรที่เรารู้สึกว่าเราอยากจะเรียนจริงๆ ก็น่าลองไปที่นาโรปะ แต่ผมไม่สามารถยืนยันว่า การไปเรียนที่นาโรปะจะเป็นสิ่งที่ช่วยเติมเต็มสิ่งที่ต้องการ

เชอเกียม ตรุงปะ รินโปเช

เชอเกียม ตรุงปะ รินโปเช ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยนาโรปะ เป็นคนที่เรียกได้ว่าเปลี่ยนชีวิตผมอีกจุดหนึ่ง ผมได้แรงบันดาลใจจากเขามาก โดยเฉพาะในเรื่องของการค้นพบพุทธธรรมในตัวเอง พุทธธรรมคือธรรมแห่งการตื่นรู้ที่จะต้องถูกค้นพบด้วยตนเอง ในชีวิตของคุณเอง เพราะพุทธธรรมที่แท้ไม่ใช่รูปแบบ

ตอนแรกที่ผมไปที่นาโรปะจะมีรูปท่านอยู่ที่นั่น ผมก็สงสัยว่าคนคนนี้คือใครและผมจะค่อนข้างกลัวเพราะว่าเรามาจากประเทศพุทธ เถรวาทที่เน้นเรื่องศีลเป็นหลัก แล้วผมได้ยินเรื่องซุบซิบเกี่ยวกับท่านตรุงปะเยอะคือเรื่องผู้หญิง อบายมุข ไปสอนธรรมะที่ไหนก็กระดกเหล้า พฤติกรรมที่แบบ...มันน่ากลัวครับ ผมรู้สึกว่าทำไมอาจารย์คนนี้เขาเป็นพุทธจริงๆ เหรอ มันเกิดอะไรขึ้น
จน ผมได้มาเจออาจารย์ของผมคือ เร้จจี้ เรย์ เขาเป็นคนที่เปลี่ยนชีวิตที่นาโรปะของผม ผมได้กลายเป็นนักเรียนทางธรรมของเขา เร้จจี้เป็นลูกศิษย์คนแรกๆ ของตรุงปะ เขาถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งพุทธธรรมของท่านตรุงปะมาสู่เราอย่างที่เรียกได้ว่า “ใจถึงใจ” เขาเป็นคนที่ดูภายนอกปกติมาก เหมือนโปรเฟซเซอร์ปริญญาเอกคนหนึ่ง มีภรรยาคนเดียว ไม่มีเรื่องอบายมุข ดูเป็นคนที่ปกติมาก ผมก็สงสัยว่าเขาเป็นลูกศิษย์ของท่านตรุงปะได้ยังไง เขาดูรักอาจารย์ของเขามาก แต่ชีวิตของเขาไม่ได้เลียนแบบพฤติกรรม เลยเป็นคำถามในใจที่ว่าอาจารย์กับศิษย์คู่นี้เขาส่งผ่านอะไรถึงกัน

การที่ผมฝึกกับเร้จจี้ ผมรู้สึกเข้าใจจิตวิญญาณของท่านตรุงปะมากขึ้นเรื่อยๆ สายสัมพันธ์นี้ทำให้ผมเข้าใจว่าหัวใจแห่งพุทธธรรม คือเรื่องของการเดินทางด้านในของตัวเราเอง จุดหนึ่งที่ผมได้จากท่านตรุงปะมากก็คือ คนเราไม่ได้สมบูรณ์แบบ เราไม่ได้ภาวนาเพื่อที่จะดัดจริตให้เป็นคนสมบูรณ์แบบ เราไม่ได้ภาวนาเพื่อจะเป็นอะไรยิ่งใหญ่มากกว่าการได้รู้จักตัวเอง สามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างไม่อาย ภาวนาคือการมองตัวเอง เพราะฉะนั้นแค่เรารู้ว่าเราเป็นแบบนี้ รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ทำอะไร โดยที่ไม่ต้องซ่อน ไม่จำเป็นต้องกลัว ผมว่าแค่นั้นพอแล้ว

ถ้าผมจะพยายามอธิบาย มันก็คล้ายๆ กับวิทยายุทธ์ของจีน แรกๆ ต้องฝึกแบบเข้ม มีศีล มีวินัย แล้วจะมีกระบวนท่าที่พลิ้วไหว สุดท้ายคือต้องไม่มีกระบวนท่า คือ เราผ่านการฝึกมาจนถึงจุดที่ต้องถอดกระบี่ทิ้งไปเสีย

การเดินทาง

ความขัดแย้งที่เกิดจากศาสนาสายต่างกัน เกิดขึ้นจากคนที่พยายามยึดมั่นในแนวคิดของตัวเอง แต่สำหรับคนที่ฝึกปฏิบัติเพื่อเข้าใจตัวเองจะไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นเลย เพราะเขารู้ว่าหัวใจของการเดินทางด้านในคืออะไร สิ่งที่ผมเรียนรู้จากนาโรปะ คือความสำคัญของสายการปฏิบัติ ซึ่งมีหัวใจ คือ ประสบการณ์ตรงของการเดินทางด้านใน ไม่ใช่มาทะเลาะกันเรื่องความคิดหรือหลักปรัชญา

ความเข้าใจในเรื่องของการเดินทางด้านใน สามารถแบ่งออกได้เป็น ๓ ขั้น คือ หินยาน มหายาน และวัชรยาน ในลักษณะของการเติบโตทางจิตวิญญาณของปัจเจก ไม่ได้หมายถึงแนวคิดหรือลัทธิ

ขั้นแรกคือหินยาน คือคุณจะต้องดูตัวเอง ฝึกอยู่กับตัวเอง เข้าใจถึงความโดดเดี่ยวของชีวิต คุณต้องเข้าใจว่าท้ายที่สุดแล้วทุกสิ่งก็กลับมาอยู่ที่ใจของเรา ฝึกเฝ้าสังเกตโลกด้านใน เริ่มต้นด้วยการฝึกสมาธิ สมถะวิปัสสนา เข้าวิเวกเป็นเดือนๆ รับรู้ถึงความโดดเดี่ยวและเปราะบางของชีวิต

พอเราได้ฝึกอยู่กับตัวเองไปสักระยะ เราเข้าไปสัมผัสถึงพื้นที่ว่างด้านในของตัวเองมากขึ้น จุดนี้เราจะรู้สึกว่าเราสามารถรวมคนอื่นเข้ามาในการฝึกของเราได้ด้วย เหมือนพื้นที่ด้านในมันกว้างขึ้นจากเดิม สามารถปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นโดยที่ไม่สูญเสียพื้นที่ตรงนั้นไป นี่คือขั้นของมหายาน คือการเปิดใจสู่ผู้คนรอบข้าง ทำประโยชน์ให้คนอื่น ร่วมทุกข์ ร่วมสุขกับคนอื่น

วัชรยานก็คือมหายาน แต่เป็นเหมือนอีกขั้นหนึ่งของมหายาน วัชรยานจะลงมาท้าทายกับจุดที่มหายานอาจจะละเลยไป ลงมาดูรายละเอียดของประสบการณ์ธรรมดาๆของชีวิต โดยไม่ตัดสิน จะมีการท้าทายระบบสังคม กรอบความคิด และการตัดสินถูกผิดที่มาปิดกั้นการเข้าถึงประสบการณ์ชีวิตในทุกรูปแบบ มหายานอาจจะช่วยเหลือคนอื่น ทำประโยชน์ ทำความดี แต่วัชรยานจะท้าทายแม้กระทั่งว่าความดีคืออะไร เราอาจจะไม่สนใจเลยว่าทำเพื่อให้ดีแต่เราสนใจมองลงลึกไปถึงเหตุปัจจัยก้น บึ้งอย่างไม่ตัดสิน ขั้นนี้จะลงไปถึงคนที่อยู่ในชายขอบของสังคมได้มากขึ้น จะไม่มีการประณามว่าคนนี้ดีหรือไม่ดี แต่ทุกผู้คน ทุกสถานการณ์ และทุกประสบการณ์มีความดีงามพื้นฐานในตัวของมันเองอยู่แล้ว จุดนี้ทำให้เราสามารถที่จะร่วมเรียนรู้ไปกับเพื่อนมนุษย์ได้โดยไม่มีขอบเขต จำกัด

ความธรรมดา

บทความชิ้นหนึ่งที่ผมเขียนชื่อ ‘ง่ายงามในความธรรมดา’ ความธรรมดา มันไม่ใช่ว่าเราจะบอกว่าสิ่งไหนธรรมดาหรือไม่ธรรมดา แต่ธรรมดาในที่นี่คือความเป็นธรรมชาติของตัวเรา เป็นตัวของตัวเอง รู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ และรู้สึกพอใจ มันเป็นความเต็ม

ในเรื่องการเรียนรู้ด้านในจะมีคำว่า ‘พุทธสภาวะ’ คือธรรมชาติแห่งการตื่นรู้ในใจเรา เราอาจจะทำดี ทำชั่ว แต่ในความดี-ชั่วมันจะมีฉากหลังอีกชั้นหนึ่ง คือธรรมชาติของการตื่นเพื่อที่จะรู้ ซึ่งมันเป็นพื้นฐานมากกว่าการตัดสินดี-เลว ผมศรัทธาตรงนี้ของคน มันคือความดีงามพื้นฐานของมนุษย์ มันไม่ใช่ว่าดีตรงข้ามกับเลว แต่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่สามารถเปิดตาเรียนรู้โลกได้ เรียนรู้เหตุปัจจัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ เป็นเหตุปัจจัยที่อาจารย์พุทธทาสเรียกว่าอิทัปปัจจยตา มนุษย์มีความสามารถที่จะเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ได้ตลอดเวลาโดยที่ไม่จำเป็น ต้องนิยามความถูก-ผิดเลยด้วยซ้ำ

ศรัทธานี้ผมมองจากประสบการณ์ตรงของการปฏิบัติ คือ ถ้าคนเราเข้าใจถึงเหตุปัจจัยของสรรพสิ่งจริงๆ ผมเชื่อว่าคนเหล่านั้นจะมีความงามโดยธรรมชาติของเขาเอง เป็นความ ‘ธรรมดา’ ที่เราไม่ได้ทำเพราะอยากจะเป็นคนพิเศษหรือไม่ได้ทำเพื่อเป้าหมายว่าสิ่งนั้น ต้องออกมาดี แต่เราทำด้วยความเข้าใจ

พื้นที่

ผมไม่มีหน้าที่จะไปให้คำแนะนำกับใครในเรื่องของการใช้ชีวิต แต่โดยส่วนตัวมีเป็นแรงบันดาลใจที่อยากจะสร้างพื้นที่ให้คนร่วมสมัยได้มี โอกาสค้นหาตัวเอง เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยจริงๆ ที่ได้พูดคุยถึงประสบการณ์ด้านในของชีวิตโดยที่ไม่ถูกตัดสิน ผมรู้สึกว่าคนรุ่นใหม่น่าจะมีพื้นที่อย่างนี้มากขึ้น แทนที่จะถูกตัดสินตลอดเวลาว่าเจ๋ง ไม่เจ๋ง ดี ไม่ดี จากสังคมหรือคนรอบข้าง ขณะเดียวกันก็คิดว่าเราเป็นคนที่มีประสบการณ์ด้านในที่แปลกพอสมควร เราพอที่จะเป็นพี่เลี้ยงให้กับคนเหล่านี้ได้อย่างไร เพราะในปัจจุบันกัลยาณมิตรในเรื่องนี้ไม่ได้พบเจอกันได้ง่ายนัก ที่สำคัญคือพื้นที่ตรงนี้ต้องเป็นพื้นที่สำหรับการฝึกฝนด้านใน ไม่ใช่เป็นพื้นที่สำหรับการถกเถียงทางปรัชญา

ในปีหน้า ผมจะเริ่มจัดคอร์สฝึกอบรมให้กับเสมสิกขาลัย ใช้ชื่อว่า “บนเส้นทางแห่งการฝึกตน” คิดว่าจะจัดเป็นช่วงๆตลอดปี นอกจากจะเป็นการทดลองทำในสิ่งที่ตัวเองเรียนมา และเป็นการฝึกฝนตนเองในบริบทที่ต่างออกไป อีกด้านหนึ่งผมคิดว่าการมีพื้นที่เพื่อให้คนที่สนใจในเรื่องของการศึกษาด้าน ใน มาภาวนาร่วมกัน มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ และเรียนรู้ร่วมกัน จนกลายเป็นสังฆะของผู้ปฏิบัติ ผมเชื่อว่าตรงนี้น่าจะเป็นเรื่องที่มีความหมายต่อสายธารแห่งพุทธธรรมในโลก สมัยใหม่มาก

จิตตปัญญาศึกษา

จิตตปัญญาศึกษาคือการเรียนรู้ตนเอง ผู้อื่น และสังคม แต่ต้องไม่แยกขาดจากเรื่องด้านใน การศึกษาทุกวันนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนมองดูก็รู้ว่า มันมีอะไรที่บางอย่างที่ผิดไปจากความเป็นปกติ จริงๆแล้วการเรียนรู้ในชีวิตมันเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่ตอนนี้ระบบมันแข็งกระด้างจนถึงขนาดที่ว่า ความเข้าใจพื้นฐาน อย่าง ”ชีวิตคือการเรียนรู้” ได้เลือนหายไปหมด กลับกลายเป็นว่าใบปริญญา การวัดผล ครูบาอาจารย์ หรือการคาดหวังของครอบครัว กำลังกดทับคุณค่าที่แท้ของการเรียนรู้ไปแทบหมดสิ้น

ประตู

ผมใช้พุทธเป็นประตูสู่การเรียนรู้มากกว่า ทุกวันนี้ศาสนาเหมือนเป็นหมวกอีกใบหนึ่ง เหมือนเวลาคุณจะไปสมัครงาน คุณก็ต้องกรอกว่าคุณนับถือศาสนาอะไร ถามไปเพื่ออะไร มันเหมือนเป็นกำแพงแบ่งแยกคน แต่คนส่วนใหญ่หลงลืมไปว่า ทำไมเราไม่มองชุดความรู้หรือแนวทางของศาสนานั้นๆเป็นประตูเพื่อที่จะเห็น ชีวิตของเราเอง แม้แต่การศึกษาเองก็ไม่ต่างกัน มัวไปเสียเวลาหมกมุ่นไปกับคำถามตื้นเขิน...”คุณจบมหาวิทยาลัยอะไรมา” “ได้ปริญญาอะไรมา” ทุกคนกลับไปยึดกรอบตรงนั้น แต่ทำไมเราไม่มองว่ามหาวิทยาลัยเป็นประตูสู่การเรียนรู้ชีวิต ศาสนาก็ไม่ต่างกัน เพราะเหตุนี้ศาสนาจึงกลายเป็นเรื่องความขัดแย้งเสียมาก แทนที่เราจะได้คุยว่า คุณมีประสบการณ์ของการฝึกฝนตนเองอย่างไร คุณได้เข้าใจคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ในแง่มุมไหน

เจอ-ไม่เจอ

สิ่งที่ผมเจอจากการไปศึกษาต่อที่นาโรปะ คือผมได้เข้าใจความหมายของคำว่า “ชีวิตคือการเรียนรู้” ในหนังสือมีอยู่บทหนึ่งที่เขียนว่าเป้าหมายคือการเดินทาง เหมือนกับว่าเราไม่ได้มีจุดหมายแต่จุดหมายคือการที่เราได้เดินทาง ได้พบความงามของผู้คน ได้ท้าทายตัวเอง ได้พบเจอสิ่งใหม่ๆ ได้เปิดใจตัวเองมากขึ้น ตรงนี้คือการเดินทาง คือความงดงามโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว มันทำให้ผมเชื่อมั่นว่าการศึกษาไม่จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นในโรงเรียน ไม่จำเป็นต้องมีใบปริญญามารองรับ และมันทำให้ผมมั่นใจว่าผมไม่จำเป็นต้องเรียนปริญญาเอก ผมเคยคิดว่าจะเรียนปริญญาเอก ตอนไปเรียนนาโรปะผมตั้งใจไว้ว่าถ้าการศึกษาที่นาโรปะมันได้ผลจริงๆ ผมจะต้องอยู่ในจุดที่การไม่ได้ปริญญาเอกจะต้องไม่ทำให้ผมรู้สึกด้อย

ส่วนที่ไม่เจอก็คือเป้าหมาย เพราะการเจอคือเจอความรู้สึกที่บอก แต่ที่ไม่เจอคือคิดไม่ออกว่าเจอหรือยัง เรารู้สึกเหมือนกับว่าเราไม่ได้ไปเจออะไร แต่เราไปเจอเส้นทางสายหนึ่งที่ต้องเดินไปเรื่อยๆ แต่เราไม่ได้เจออะไรเลย สมัยก่อนเราก็คิดว่าการเดินทาง การแสวงหา มันต้องเจออะไร แต่การได้คำตอบว่าเราไม่เจอมันก็คือสิ่งที่มีค่าที่สุด สุดท้ายผมยอมรับมันได้ และรู้สึกว่าได้เจอในสิ่งที่ชีวิตนี้ต้องการ เรามั่นใจในการเดินทาง มั่นใจในชีวิตของตัวเอง
.........................

ไม่มีคำถามว่า ‘ชีวิตคืออะไร?’ เพราะไม่รู้ว่าจะถามเขาไปเพื่ออะไร เพราะเขาเองก็ไม่ใช่คำตอบของคำถามนี้
คำตอบมีได้มากมายและจำเพาะตามแต่ละบุคคล นิยามของคนหนึ่งอาจไม่ใช่นิยามของอีกคนหนึ่ง การเดินทางของคนหนึ่งอาจไม่ใช่เส้นทางที่อีกคนหนึ่งเลือกเดิน ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครตอบว่าอะไร
แต่ในโลกที่ไม่อนุญาตให้เราคัดง้างด้วยคำถามแบบนี้ (เพราะเป็นอันตรายต่อระบบทุนนิยม ระบบการศึกษาอย่างยิ่งยวด) อาจเป็นเพราะเราสยบยอม ถูกทำให้หลงลืม หรืออะไรก็ตามแต่
บางที...เราจึงอาจต้องเริ่มจากคำถามที่ว่า
‘เราจะกล้าตั้งคำถามหรือเปล่า?’

r