วิจักขณ์ พานิช
- media:
วิจักขณ์ พานิช
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ คอลัมน์ ค.คนทูเดย์
ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐
โดย เสาวณีย์ เกษมวัฒนา
หากความเห็นที่ต่างจากคนทั่วไปหรือการมีมุมมองต่อวิถีปฏิบัติของคนบนโลกใบ นี้ผิดแผกไปจากคนรอบข้าง คือ นิยามของความ “เพี้ยน” หนุ่มผมยาวในมาดเซอร์ที่ชื่อ วิจักขณ์ พานิช คงเข้าข่ายนิดๆ ด้วยเพราะเขารู้สึกว่าการไม่ทำอะไรตามคนอื่น หรือสนใจในสิ่งที่คนส่วนใหญ่สนใจ เหล่านี้...แม้จะดูเพี้ยน แต่ก็ดูเป็นธรรมชาติดี เพราะ “ความเพี้ยนที่จริงก็เป็นแค่การที่คนๆหนึ่งอยากจะทำอะไรที่สร้างสรรค์โดยที่ ไม่ได้มองว่าจะต้องทำตามอย่างใคร” เขาสรุปความไว้อย่างนั้น
จากวิศวะสู่จิตตปัญญาศึกษา
อดีตบัณฑิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ผันตัวเองสู่เส้นทางแห่งการเรียนรู้ด้านใน ด้วยดีกรีปริญญาโท มหาวิทยาลัยนาโรปะ เมืองโบลเดอร์ รัฐโคโรลาโด สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการศึกษาในด้านมานุษยวิทยา จิตวิทยา ปรัชญาและศาสนา โดยเขาเรียนที่มหาวิทยาลัยนาโรปะนาน 3 ปี ควบคู่กับการฝึกปฏิบัติภาวนาอีก 3 ปี
จุดเริ่มต้นของความสนใจ คงเหมือนกับคนทั่วไปที่เกิดความสับสนในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง วัตถุภายนอก บริโภคนิยม หรือแม้แต่การศึกษาที่พยายามดึงไปในทิศทางเดียวกันกันคือในเรื่องวัตถุ คำถามที่ตามมาคือ “ จริงๆ แล้วเราชอบอะไร เราต้องการอะไร หรือชีวิตคืออะไร” คำถามง่ายๆ แต่ตอบยาก จึงทำให้วิจักขณ์ค้นหาตัวเอง จนนำไปสู่ความสนใจเรื่องจิตใจและการพัฒนาตัวเอง
พื้นฐานจากการฝึกภาวนาในเมืองไทย ทั้งจากคุณแม่สิริ กรินชัย และการบวชเรียนที่สวนโมกข์ วิจักขณ์มองเห็นความต่างในรูปแบบและกระบวนการ ยกตัวอย่างง่ายๆ คือเรื่องของภาษา ซึ่งภาษาอังกฤษจะช่วยให้เข้าถึงและเข้าใจง่ายกว่าภาษาบาลี สันสกฤต
“ในบ้านเราจะบอกว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้หรือปฏิบัติธรรมเพื่อตรัสรู้ เพื่อหลุดพ้น หรือเพื่อนิพพาน ดูเป็นศัพท์ศาสนาที่ไกลตัวมากและยาก ทำให้รู้สึกว่าเราไม่สามารถทำความเข้าใจได้เลย แต่ภาษาอังกฤษจะใช้คำง่ายๆ อย่าง realize หรือ realization แปลเป็นภาษาไทยก็คือ ตระหนักรู้ เรารู้อะไรมากขึ้น เหมือนการเรียนรู้ของเราในชีวิตประจำวันแล้วเราเรียนรู้ได้มากขึ้น ซึ่งเป็นชุดคำที่ทำให้เราได้เห็นกระบวนการมากขึ้น อย่างกระบวนการในชีวิตประจำวันของเรา กระบวนการในการฝึกฝน เส้นทางในการฝึกฝนนั้นสำคัญกว่าเป้าหมาย ซึ่งถ้าเป็นชุดคำบาลีสันสกฤตบ้านเราจะเน้นที่เป้าหมายมากเกินไป ทำให้ผมรู้สึกว่าการฝึกฝนที่โน่นทำให้เราได้เติบโตขึ้นจริงๆ ขณะที่เราเป็นคนหนุ่มที่ต้องการไปเรียนเพื่อเติบโต เพื่อพัฒนาตัวเองและเข้าใจตัวเอง ก็เลยตรงตามที่ผมรู้สึก” ชายหนุ่มวัย 27 ปี กล่าวถึงสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากต่างแดน
เส้นทางสำคัญกว่าเป้าหมาย
เส้นทางที่ว่าเปลี่ยนมุมมองและวิธีคิดของวิจักขณ์หลายด้าน เขาเล่าต่อว่า บางครั้งการฝึกปฏิบัติธรรมที่เมืองไทย จะเน้นไปที่การไหว้กราบขอธรรมะจากพระสงฆ์องค์เจ้า หรือนั่งอธิษฐานธรรมหน้าฐานพระพุทธรูป ซึ่งทำให้รู้สึกว่าตนเองด้อย ไม่มีความสามารถ ชีวิตคงไม่มีทางหลุดไปจากความทุกข์ได้ แต่การฝึกฝนตนเองโดยเน้นที่กระบวนการ การเดินทาง หรือประสบการณ์ จะทำให้รู้สึกว่า ทุกประสบการณ์ที่เข้ามาในชีวิตมีความหมาย และหากสามารถเข้าใจมันได้ ก็จะทำให้เติบโตและเกิดการเรียนรู้มากขึ้น
“พอถึงจุดนี้ก็จะทำให้เรามีความมั่นใจในชีวิตของตัวเองและลดเป้าหมายของการ สร้างภาพความเป็นคนสมบูรณ์แบบ เหมือนเราไม่ต้องทำตัวเป็นคนที่ธรรมะธรรมโมสมบูรณ์แบบ เราเป็นคนธรรมดาๆ คนหนึ่งได้ คนที่รู้จักเรียนรู้ รู้จักที่จะเติบโต คือเราหันมาให้คุณค่ากับเส้นทางของการเรียนรู้มากกว่า”
นั่นหมายความว่าแม้จะแตกต่างที่กระบวนการแต่ต่างก็มีเป้าหมายเดียวกัน “ที่เมืองไทย ถ้าพูดถึงศาสนาก็จะเป็นเรื่องของศาสนาเลยทันที เราจะคิดถึงวัด คิดถึงพระ แต่ผมรู้สึกว่าทุกวันนี้มันเป็นเปลือกนอกทั้งนั้นเลย คือคนที่สนใจเรื่องของการฝึกฝนตัวเอง นำพื้นฐานความเข้าใจในหลักธรรมทั้งหมดมาเพื่อการเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ใน ชีวิตประจำวันได้จริงๆ มีน้อยมาก โดยเฉพาะความเป็นจริงที่ว่าฆราวาสหรือคนธรรมดาไม่รู้สึกว่าตัวเองมีศักยภาพ มากพอที่จะนำพุทธธรรมมาใช้ในชีวิตประจำวันโดยปราศจากพระมาบอกเราว่าควรจะทำ อย่างไร ยิ่งถ้าเป็นผู้หญิงอีกก็เลิกพูดเลย พอเมื่อเรารู้สึกว่าตรงนั้นด้อยมากๆจะทำให้เราขาดความเชื่อมั่นในชีวิตของ ตัวเอง กระบวนการเรียนรู้จึงถูกตัดไปหมด เราจะกลายเป็นสนใจในเรื่องเปลือกนอกของศาสนา
ผมรู้สึกว่าในต่างประเทศ ฝรั่งเขาจะมั่นใจในชีวิตตัวเอง มีความเป็นปัจเจกสูงมาก คนที่ไปเรียนที่โน่นเขาก็จะมีความต้องการค้นหาความหมายของชีวิตสูง เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ของเขาจึงเป็นการที่ทุกคนเอาประสบการณ์ชีวิตของตัว เองมาแลกเปลี่ยนพูดคุยกันและมาสังเคราะห์ความรู้ด้วยกัน ซึ่งถ้าเป็นบ้านเราเวลาศึกษาศาสนาพุทธจะต้องไปฟังพระเทศน์หรือฟังคนที่มี ประสบการณ์มากๆ พูดให้เราฟังฝ่ายเดียว ไม่ได้เกิดการแลกเปลี่ยน”
การแลกเปลี่ยนและแบ่งปันประสบการณ์ คือกระบวนการบ่มเพาะการตระหนักรู้ ที่ วิจักขณ์ เชื่อมั่นว่า จะทำให้ผู้เรียนหรือผู้ร่วมกระบวนการทุกคนมีความมั่นใจในชีวิตของตนเอง แทนที่จะรู้สึกว่ามีคนที่เป็นผู้รู้มาชี้ว่าควรจะต้องทำอย่างไรกับชีวิตของ เรา
จิตตปัญญาศึกษา กับ พุทธศาสนา
“จิตตปัญญาศึกษา” เป็นสิ่งที่วิจักขณ์เรียนรู้และให้ความสนใจ แต่อาจเป็นคำที่ยังไม่ค่อยคุ้นหูของสังคมไทยมากนัก ทว่าแท้จริงแล้วคือบริบทเดียวกันกับพุทธศาสนา โดย วิจักขณ์ อธิบายต่อว่า “จิตตปัญญาศึกษา” หรือ “Contemplative Education” คือการเน้นเรื่องการศึกษาที่มีพื้นฐานของเรื่องด้านในเข้ามาเกี่ยวข้อง รู้จักตัวเอง ผู้อื่น รู้จักสังคมและสิ่งรอบตัว แต่สำหรับคำว่า “พุทธศาสนา” ในบ้านเราอาจต้องตั้งคำถามว่าคืออะไร เพราะหากเป็นการไหว้พระ ทำพิธีกรรม หรือท่องบทสสวด ก็คงต่างกัน แต่หากมองว่าพื้นฐานของพุทธศาสนาคือเรื่องของการเรียนรู้ การเข้าใจและฝึกฝนตัวเอง รู้จักจิตใจตัวเองและรู้จักผู้อื่น ซึ่งหากเป็นมุมมองในประเด็นนี้ กระบวนการของพุทธศาสนาก็คือจิตตปัญญาศึกษา
พุทธธรรมกับโลกสมัยใหม่ เปลี่ยนไปทุกขณะ แม้คนรุ่นใหม่จะมีพื้นที่ในการเข้าถึงพุทธศาสนาได้มาก แต่อุปสรรคก็ยังคงอยู่โดยเฉพาะเรื่องของภาษาในการสื่อสาร เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรให้พุทธศาสนาสามารถสื่อสารไปยังคนรุ่นใหม่ด้วยภาษา ที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น
“ในตัวบริบทของพุทธศาสนาที่จริงแล้วไม่มีอะไรเปลี่ยน มันคือธรรมะของการที่จะทำให้คนตื่นออกมาจากหลักการความคิดหรือความคาดหวัง ต่างๆ สู่ประสบการณ์ตรงของชีวิตมนุษย์คนหนึ่งที่มีเจ็บ มีปวด มีทุกข์ มีสุข ซึ่งพุทธศาสนาในแง่นี้คือ “ตื่น” ตื่นรู้ที่จะสัมผัสชีวิต แต่ภาษาในตอนนี้ที่ไม่สามารถสื่อถึงความตื่นตรงนั้นได้ เพราะตัวภาษาของพุทธศาสนาเองกลับไปสื่อสารถึงกรอบ กลับไปสื่อสารถึงหมวก กลับไปสื่อสารถึงความเป็นศาสนาที่ไปครอบกระบวนการตรงนั้นไว้อีกที
ผมจึงรู้สึกว่าพุทธศาสนาในโลกสมัยใหม่ทำอย่างไรถึงจะสื่อสารด้วยภาษาที่ง่าย ภาษาที่เข้าถึงชีวิตคนได้มากขึ้นและเข้าถึงคนร่วมสมัยที่ต้องการค้นหาความ หมายของการมีชีวิตอยู่หรือการที่จะทำประโยชน์และการเข้าใจตัวเองได้มากกว่า ตรงนี้ไม่ใช่หน้าที่ของผมที่จะมาคิดภาษาแต่เป็นหน้าที่ของผมที่จะทำอย่างไร ถึงจะสร้างพื้นที่ให้คนที่สนใจเรื่องการฝึกฝนตัวเองและสามารถมาแลกเปลี่ยน กันได้ด้วยภาษาของคนรุ่นใหม่ที่พูดกันรู้เรื่อง”

สร้างพื้นที่แบ่งปันประสบการณ์
ซึ่ง “พื้นที่” ที่วิจักขณ์ หมายถึง เริ่มต้นจากการเข้าฝึกอบรมร่วมกัน กล่าวคือเป็นสังฆะของผู้ฝึกฝน โดยมีเขาเป็นผู้แบ่งปันประสบการณ์หรือเทคนิคต่างๆ ที่ได้เรียนรู้จากครูบาอาจารย์ของเขา โดยเฉพาะในสามปีที่เขาได้ฝึกฝนอยู่กับเร้จจี้ เรย์ ธรรมาจารย์ชาวอเมริกันผู้เป็นลูกศิษย์ของเชอเกียม ตรุงปะ รินโปเช โดยปัจจุบันชายหนุ่มจัดการอบรมให้กับเสมสิกขาลัย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สนใจเรื่องการศึกษาทางเลือก ส่วนอนาคตเขาเตรียมจัดหลักสูตรการอบรม “บนเส้นทางแห่งการฝึกตน” ในวันเสาร์-อาทิตย์ เดือนละ 2 วันและจะเริ่มต้นประมาณเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า
“ผมต้องการเรียนรู้ที่จะสร้างความสัมพันธ์กับคนไทยด้วยว่าชีวิตคนไทยเป็น อย่างไร ต้องการอะไร สิ่งที่ค้นหาคืออะไร รวมทั้งชีวิตการทำงาน ครอบครัว สังคม วัฒนธรรม ความคาดหวังต่างๆ เป็นลักษณะไหน ซึ่งจะต้องต่างออกไปแน่นอน เพราะฉะนั้นสำหรับสังคมไทยก็เหมือนเรามาหาจุดที่เราต้องการร่วมกันมากกว่า” วิจักขณ์ กล่าวและย้ำว่า ตัวเขาเองก็ถือเป็นคนหนึ่งที่จะมาเรียนรู้จากการฝึกอบรมนี้เช่นกัน
แม้ชื่อของวิจักขณ์ จะไม่ได้โดดเด่นในแวดวงของคนทั่วไป แต่สำหรับคนวงในที่สนใจเรื่องจิตวิญญาณ คงสัมผัสได้ถึงวิธีคิดและมุมมองของหลานท่านพุทธทาส (เงื่อม พานิช) คนนี้ สิ่งที่เขาทำทั้งจาก บทความ ผลงานแปลและหนังสือ “เรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ” รวมถึงการฝึกอบรมต่างๆ ไม่ได้วัดเป้าหมายของความสำเร็จด้วยชื่อเสียงหรือความโด่งดังจนเป็นที่ รู้จัก ทว่าคุณค่าอันสำคัญกว่า คือ การได้จุดประกายให้คนมองชีวิตด้านในกันมากยิ่งขึ้น
“ถ้าเราไม่ย้อนมองดูตัวเองไม่มองดู ไม่ใส่ใจโลกด้านใน ผมว่ามันไปไม่รอด เพราะฉะนั้นผมรู้สึกว่าเรื่องความคาดหวังไม่ได้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับผม แต่รู้สึกว่าเราจะสามารถแบ่งปันประสบการณ์ดีๆ ที่จะมีความหมายและมีคุณค่ากับชีวิตของทุกคนถ้าได้สัมผัส แม้เป็นเพียงช่วงสั้นๆที่เขามาฝึกวันสองวันและได้เห็นพื้นที่ด้านในของตัว เองว่าความจริงแล้วพื้นที่ของชีวิตสามารถขยายใหญ่ได้ เราสามารถพบศักยภาพต่างๆในตัวเราที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เหมือนเป็นชีวิตที่ใหญ่กว่าความคิด ใหญ่กว่าความคาดหวังหรือแผนในอนาคต ซึ่งพอเราหันมามีสติกับตัวเองเราจะรู้ว่าความจริงแล้วชีวิตเรามีความ หมายกว่านั้นมาก”
ไม่สร้างภาพแต่แค่ทำในสิ่งที่ต้องการ
ความสุขจากเส้นทางที่เขาเลือกเดิน อาจต้องเจออุปสรรคจากคนรอบข้าง ทั้งจากความคาดหวังของครอบครัว และจากสังคม คำถามที่วิจักขณ์ได้ยินบ่อยๆ คือ “จบปริญญาโททำไมไม่เป็นอาจารย์ ทั้งที่มีเกียรติ มีเงินเดือน” เขายอมรับว่าบางครั้งคำถามเหล่านี้ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นไม่ ถูกต้องหรือทำให้รู้สึกด้อยลงไป และไม่มีใครยอมรับ แต่ท้ายที่สุด การพยายามตอบคำถามหรือทำความเข้าใจกับคนอื่นมากเกินไปกลายเป็นความกดดัน ราวกับว่ากำลังเสียเวลาไปกับการพยายามรักษาภาพของตนเอง
“ผมไม่ได้ตั้งใจจะสร้างภาพของการเป็นคนเพี้ยนหรือคนที่แปลก แต่แค่อยากจะทำในสิ่งที่อยากทำ ไม่อยากรับงานประจำ อยากจะทำฝึกอบรม อยากเป็นคนที่แบ่งปันประสบการณ์แบบเพื่อน สร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่เป็นจริงแทนที่จะต้องไปพึ่งพาอย่างอื่นหรือ สถาบันการศึกษาให้มาทำให้เรา แต่เราสร้างขึ้นมาด้วยตัวของเราเอง”
ดังนั้นหากการตัดสินใจเลือกทางนี้ก็ต้องถามตัวเองให้ดีว่าจะสามารถดูแลตัว เองได้หรือไม่ วิถีชีวิตอาจต้องเปลี่ยนไป ไม่ใช่เลือกทำงานด้านจิตวิญญาณ ไม่รับงานประจำ แล้วยังไปห้างสรรพสินค้าหรูหราทุกวัน ซึ่งวิจักขณ์ มองว่าตรงนี้คือ บทเรียนชีวิตที่ท้าทาย
“ตรงนี้เป็นการท้าทายตัวเองมากว่าเราจะใช้ชีวิตแบบนี้ได้หรือเปล่า แต่ผมไม่ได้ปฏิเสธเงิน ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่ผมทำจะไม่รับเงินเพราะผมไม่ใช่พระ เราเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่อยากจะทำงานด้านนี้และเป็นการท้าทายสังคมไทยระดับ หนึ่งว่าน่าจะเข้าใจคนในลักษณะนี้มากขึ้น และสนับสนุนคนแบบนี้ให้มากขึ้น ให้เขาสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้โดยไม่ลำบาก” ชายหนุ่มกล่าวด้วย น้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่นเช่นเคย
ทุกวันนี้ แม้วิจักขณ์ตอบคำถามที่ตนเองเคยตั้งไว้ในอดีตได้ระดับหนึ่ง ทว่าก็ยังมีมีคำถามใหม่ๆ ที่ต้องการคำตอบเกิดขึ้นเสมอ ดังนั้นการได้ศึกษาและฝึกปฏิบัติภาวนา จึงช่วยทำให้เขาเข้าใจและค้นพบศักยภาพของตัวเอง รวมถึงค้นหาคำตอบจากเสียงด้านในของตนเองได้อย่างสมบูรณ์