ท้าทายอย่างตื่นรู้

ท้าทายอย่างตื่นรู้
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ คอลัมน์รหัสชีวิต
วันอาทิตย์ที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑
โดยมนสิกุล โอวาทเภสัชช์



เราพบกับ 'ตั้ม' หรือ วิจักขณ์ พานิช ลูกชายของศาสตราจารย์ น.พ.วิจารณ์ พานิช ผู้อำนวยการ สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) ที่สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ในวันที่เขาเรียนจบปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยนาโรปะ เมืองโบลเดอร์ โคโรลาโด สหรัฐอเมริกาไม่นานนัก

ตั้มกำลังเตรียมจัดคอร์สภาวนา ที่เรียนรู้มาจากมหาวิทยาลัยนาโรปะ

ชีวิตของตั้มมีหลายด้าน หลังจากเรียนจบทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 3 ปี ก็เดินทางไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยทางจิตวิญญาณแห่งนี้

ทำไมถึงไปเรียนที่นั่น เขาเล่าไว้ในการประชุมจิตวิวัฒน์ วันที่ 7 มิถุนายน 2547 ณ ห้องประชุม มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ตอนหนึ่งว่า ชีวิตวัยรุ่นของเขาตอนอายุประมาณ 15-16 ปี ก็คงเหมือนวัยรุ่นทั่วไป คือค่อนข้างมีความสับสน พยายามค้นหาตัวเองว่า เราชอบอะไร

"เข้ามหาวิทยาลัยโดยที่ยังไม่รู้เลยว่าอยากเป็นอะไร แต่ตามกระแสสังคมไปว่าคนเรียนเก่ง จะต้องเรียนแพทย์หรือเรียนวิศวะ ตอนนั้นผมทะเลาะกับคุณพ่อหนัก ทำให้มีอคติกับคนที่เป็นแพทย์ เมื่อเอนทรานซ์จึงเลือกสอบเข้าเพียงคณะเดียว คือ วิศวะ จุฬาฯ เพราะผมก็เป็นคนเรียนเก่งคนหนึ่ง สามารถเลือกเข้าคณะอะไรก็ได้"

มั่นใจขนาดนั้นเลย แต่พอเข้าไปเรียนแล้ว ชีวิตของตั้มก็ยังคงสับสนอยู่

"ผมเริ่มดื่มเหล้าเริ่มสูบบุหรี่เหมือนวัยรุ่นทั่วไป โชคดีตอนอายุ 18 ปี มีเพื่อนคนหนึ่งบอกผมว่า อย่าไปดื่มเหล้าเลย อย่าไปสับสนในตัวเอง ออกมาค้นหาชีวิตดีกว่า เขาชวนผมไปนั่งสมาธิที่ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ 7 วัน

ผมเป็นคนเชื่อคนยาก ก็เลยจะไปพิสูจน์ว่าคุณแม่สิริ กรินชัย จะเป็นลัทธิอะไรหรือเปล่า แต่ก็ปฏิบัติเต็มที่ ก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้ชีวิตของผมเปลี่ยนทั้งชีวิต ผมไม่รู้ว่าจะอธิบายว่าอย่างไร แต่ ณ วินาทีนั้น ผมรู้สึกว่าถ้ามีสติอยู่กับปัจจุบันทุกขณะ โลกเป็นของเรา แล้วในช่วงวันที่ 4 ของการปฏิบัติ มีการกราบระลึกถึงพระคุณพ่อแม่กัน เราก็นึกในใจว่าดีนะ แต่จะกราบพ่อได้หรือเปล่า เพราะผมโกรธพ่อมานานแล้ว แต่พอเกิดเหตุการณ์วันนั้น ก็รู้สึกเหนือเหตุผลว่าจะต้องกลับไปกราบท่าน ต้องถามพ่อว่ารู้สึกอย่างไร นี่ก็เป็นสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตผม"

สุดท้ายพอตั้มเรียนจบรับปริญญา เขาก็ไปบวชที่สวนโมกข์ปีหนึ่ง ชีวิตที่สวนโมกข์เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตอีกครั้ง หลังจากสึกออกมา เขาอยากทำอะไรสักอย่าง คุณหมอประเวศ วะสี และอาจารย์สุลักษณ์ ศิวลักษณ์ คุณลุงที่ตั้มเคารพรักแนะนำมหาวิทยาลัยสองสามแห่งให้เขา และเขาเลือกไปเรียนที่มหาวิทยาลัยนาโรปะ

และที่นี่ คือการเปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งที่ 3 ที่ทำให้เขากลับมาเป็นกระบวนกรจัดคอร์สภาวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตกับคนไทย

กระบวนการภาวนาที่ตั้มจะจัดนั้น เปิดพื้นที่ให้กับผู้เข้าร่วมภาวนาทุกคน ที่มีประสบการณ์และไม่มีประสบการณ์มาก่อน มาเรียนรู้ร่วมกัน

"การภาวนาคือการให้เรากลับมาหาตัวเอง การที่ผมมาจัดคอร์สเป้าหมายคือ 1.อยากหาเพื่อนปฏิบัติ 2.อยากแบ่งปันสิ่งที่เรียนรู้มา 3.อยากเห็นว่า คนในสังคมไทยมีความสนใจทางด้านจิตวิญญาณ มีความต้องการอะไรกันแน่ แล้วเรามาค้นหา เรียนรู้ร่วมกัน มาเป็นเพื่อนกัน สิ่งที่ผมนำเสนอคือประสบการณ์ของผม

ผมไม่ใช่คนที่เดินทางไปถึงจุดหมายแล้ว แต่เป็นผู้ที่กำลังอยู่ระหว่างการเดินทาง เราระมัดระวังนะ กระบวนการที่จัดขึ้นเป็นไฟล์เปิดให้แย้งได้ เป็นกระบวนการที่มาค้นหาร่วมกัน ไม่ต้องมาบอกว่าไอ้นี่มันผิด ไอ้นี่มันถูก เรามาฝึกภาวนาให้มีการตื่นรู้ในกายอย่างแท้จริง มีการฝึกโยคะ เพื่อให้กลับมาอยู่กับร่างกายทุกอณู เราฝึกร่วมกันไม่ได้ฝึกคนเดียว แล้วหลังการปฏิบัติแต่ละอย่างเรามาสนทนากัน เราจะไม่คุยกันนอกเหนือไปจากสิ่งที่เราได้เรียนรู้ในขณะนั้น

การปฏิบัติที่ผมตั้งใจทำคือ ให้ทุกคนมั่นใจในการฝึกของตนเอง ไม่ว่าคุณจะปฏิบัติแบบไหน ไม่ว่าคุณจะนั่งขัดสมาธิเพชรได้สองชั่วโมง หรือว่านั่งไม่ได้เลย ต้องนั่งเก้าอี้ก็ได้ ไม่เป็นไร แต่ขอให้คุณมั่นใจก่อนว่า คุณนั่งแบบไหนแล้วคุณผ่อนคลาย สบายใจ"

"เราต้องเชื่อมั่น ไม่มีการเปรียบเทียบกัน การภาวนาจะแย่มากถ้าเรารู้สึกว่าเราด้อยกว่าคนอื่น กลัวว่าไม่ดีเท่าเขา อย่างนี้ก็ถือว่าตายตั้งแต่ต้น"

ตั้มแย้มออกมาว่า ในการภาวนานั้น เราจะเริ่มต้นการเอาตัวตนของเราออกมา แล้วมาดูว่าในข้อจำกัดของเราแต่ละคนมีความท้าทายอะไรบ้าง

"บางคนนั่งแล้วหลับ ก็มาคุยกัน หรือบางคนนั่งแล้วคิดถึงผู้ชายจังเลย ก็มาคุยกันว่ามีประสบการณ์อะไรเกิดขึ้น

บางคนพอนั่งสมาธิแล้วเห็นหน้าคนหนึ่งขึ้นมาอยู่เสมอ แล้วเกิดความกลัวจะทำอย่างไร รู้สึกอะไรบ้าง"

"เราจะใช้ความรู้สึกทั้งหมดในการปฏิบัติ ให้รู้เนื้อรู้ตัว ไม่ใช่รู้แค่หัว แล้วเรามานั่งคุยกันเกี่ยวกับการปฏิบัติ เป้าหมายของผมไม่ได้ให้คนมาคุยกันสนุกออกรส อาจคุยกันนิดหน่อย เป็นแรงบันดาลใจให้กัน แต่ถ้าคุยจนฟุ้งก็หยุดคุย ตัวการปฏิบัติรวมทุกอย่างของการใช้ชีวิต ไม่ใช่ให้คุณกลับไปหมกมุ่นกับชีวิตที่ผ่านมา แต่ให้คุณมาอยู่กับปัจจุบันขณะ มาแลกเปลี่ยนกันในช่วงระยะเวลาหนึ่ง"

ตั้มอธิบายว่า การภาวนาคือการผ่อนคลาย ทำให้เกิดฐานในการดำเนินชีวิตที่สมดุล

"มาดูว่าเมื่อความคิดเกิดขึ้น ส่วนไหนของร่างกายที่เกร็ง ก็มาคลายออก แม้กระทั่งปมที่เราไม่กล้าเผชิญหน้า เราจะมาดูกัน กระบวนการที่เกิดขึ้นในร่างกายจะเป็นการคลายปม หรือเป็นการปลดล็อกกรรม ให้เรากล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับตัวเราเอง ซึ่งที่ผ่านมาเราไม่กล้าเข้าไปสำรวจแต่มันค่อยๆ คลายออกเมื่อเรารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อคุณผ่อนคลาย คุณสามารถคุยกับเพื่อนร่วมงาน คุยกับคนในครอบครัวอย่างเบาสบาย"

สำหรับตั้ม ในวัยที่ไม่ถึง 30 ปี ประกอบกับการภาวนาในหลายปีที่ผ่านมา ณ วันนี้ เขากำลังจะเผชิญกับการท้าทายในชีวิตครั้งที่ 4 เขาบอกว่า ชีวิตตอนนี้เหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้าย

อะไรคือความท้าทายนั้น

"ผมกำลังจะแต่งงาน"

r