จิตวิวัฒน์ในความหมายของผม - นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์

จิตวิวัฒน์ในความหมายของผม
โดย วิธาน ฐานะวุฑฒ์
มติชนรายวัน คอลัมน์ จิตวิวัฒน์
ฉบับวันเสาร์ ที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๙

เวลาที่เราเขียนถึงเรื่องราวใดเรื่องราวหนึ่งที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราว นั้นเป็นเรื่องราวที่เป็น นามธรรม หรืออาจจะ ไม่มีรูปธรรมชัดเจน เรามักจะต้องใส่คำว่า ในความหมายของผม หรือ ในความเห็นของผม เช่นเวลาที่เราจะถามว่า ใครสักคนสวยหรือไม่? เราก็มักจะตอบว่า อืมม...ผมว่าก็สวยดีนะ อะไรทำนองนี้

คิดว่า ความหมายของจิตวิวัฒน์ เองก็เช่นกัน ค่อนข้างเป็น นามธรรม ที่หลายๆ คนก็สงสัยว่ามันคืออะไร และ รูปธรรม ที่ออกมาเป็นกลุ่มต่างๆ เป็นการปฏิบัติการหลายๆ อย่างก็อาจจะเป็นเพียง การให้ความหมายของ คนบางกลุ่มคนบางคนเท่านั้นกระมัง??

มีความรู้สึกว่า อยากจะเขียนถึงเรื่องนี้ในตอนนี้ก็ด้วยเหตุผลบางประการ

หนึ่ง คือ เรามีกลุ่มจิตวิวัฒน์มาร่วมสามปีเต็มๆ แล้วนับตั้งแต่การประชุมครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายน 2546 มีการพูดคุยกันเดือนละหนึ่งครั้ง ครั้งละหนึ่งวันเต็มๆ

สอง ข้อนี้อาจจะเป็นประเด็นสำคัญสำหรับผู้เขียน คือมีความเข้าใจว่า รูปธรรม หลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นมาจากคำว่า จิตวิวัฒน์ อาจจะไม่ได้ตรงกับ รูปธรรม ที่ตัวเองนึกคิดเอาไว้ และก็อาจจะไม่ได้ตรงกับรูปธรรมกับที่หลายๆ ท่านนึกคิดเอาไว้

บางคนถามว่า จิตวิวัฒน์หมายถึงจะต้องเข้าวัดใช่มั้ย? หมายถึงจะต้องไปนั่งสมาธิกันใช่มั้ย? หมายถึงว่าจะต้องคุยกันเรื่องปรัชญาหรือวิทยาศาสตร์ยากๆ ใช่มั้ย? หมายถึงว่าจะต้องเป็นคนดีเท่านั้นใช่มั้ย?

หรือแม้แต่ว่าเมื่อนำ แบรนด์เนมจิตวิวัฒน์ ไปใช้แล้วเหมือนกับการ ตีตราแบบเชลล์ชวนชิม เลยว่า คุณจะต้องเป็นคนดี ตรงนี้น่าเป็นห่วง เพราะเมื่อไรก็ตามที่เรา ตีตรา อะไรก็อาจจะมีความหมายไปว่า คนอื่นๆ แย่กว่าคุณ หรือ คนอื่นๆ ไม่ได้เป็นคนดีเหมือนกับคุณ

นอกจากนั้นยังอาจจะเป็นเรื่องที่ น่าชวนหมั่นไส้ ให้กับหลายๆ คนอีกด้วย

เชื่อ ว่าพวกเราที่ทำงานในกลุ่มจิตวิวัฒน์ไม่ได้ต้องการ ตีตรา แบบนั้น อาจารย์หมอประเวศ วะสี ต้องการให้พวกเรารวมกลุ่มกันเพื่อที่จะ เป็นหลัก ในการ สร้างสรรค์สังเคราะห์ องค์ความรู้ที่สำคัญๆ และจะเป็นองค์ความรู้ที่มีประโยชน์กับคนไทยต่างหาก

และก็รู้สึกว่า พวกเราทำหน้าที่ได้ ดีในระดับหนึ่ง แต่โดยส่วนตัวไม่ต้องการรับ การตีตรา ว่าเป็นคนดี รู้สึกไม่อิสระ รู้สึกว่าการเป็นคนดีก็เป็นกับดักอย่างหนึ่งเหมือนกับเป็น กับดักของอัตตา ที่อาจารย์วิศิษฐ์ วังวิญญู ใช้คำว่า อัตตาหยดสุดท้าย เพราะหลายคนที่เป็นคนดีจะรู้สึกว่า อัตตาของตัวเอง นั้นเหลือน้อยมากเต็มที น้อยจนกลายเป็น อัตตาหยดสุดท้าย แต่แท้ที่จริงแล้วถ้าเราไม่เท่าทันมันจริงๆ เจ้าอัตตาหยดสุดท้ายนี่แหละที่ แสบชะมัด เพราะมันพร้อมจะขยายตัวไปเป็น อัตตาตัวโต ได้อย่างรวดเร็วทันทีภายในเสี้ยววินาที

รู้สึกว่าเพียงทำหน้าที่ที่ อยากจะทำ เพราะเมื่อเวลาที่อาจารย์ประเวศชวนนั้น ปิ๊งทันที และตอบรับด้วยความเต็มใจทันทีเลย เพราะเป็นงานที่ทำอยู่แล้วกับกลุ่มที่เชียงราย ถึงแม้จะไม่มีกลุ่มจิตวิวัฒน์

เชื่อว่าคนหลายคนที่หลากหลายมากขึ้นทำงานร่วมด้วยกันจะมีพลังมากกว่าทำคนเดียวหรือกลุ่มเดียว

ซึ่ง ตรงนี้ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่จะต้องรู้สึกไม่ดีอะไร หรือจะเป็นการคิดขัดแย้งหรือตัดพ้อแต่อย่างไรนะ เพียงรู้สึกว่า ในฐานะที่ตัวเองมีส่วนร่วมกระทำอยู่ในความหมายของคำว่า จิตวิวัฒน์ น่าจะใช้เวลาที่ครบรอบสามปีเต็มของกลุ่มจิตวิวัฒน์นี้ได้ใคร่ครวญถึง ความหมาย ตามที่เข้าใจ และบอกกล่าวกับเพื่อนๆ ที่ร่วมคิด เหมือนกับว่าเวลาที่เราเดินทางไกลไปด้วยกัน เมื่อเดินทางถึงจุดพักจุดหนึ่ง เราก็ควรจะต้องเช็คแผนที่ของเรา เช็คเป้าหมายของเราว่าเราเดินทางมาอย่างไร ถูกเส้นทางแล้วหรือยัง

แน่นอนว่าเส้นทางอาจจะมีได้หลายเส้นทาง และหลายๆ ท่านที่ร่วมเดินทางก็อาจจะอยากแวะไปเที่ยวน้ำตกก่อน บางท่านอาจจะขอแวะชมนกชมไม้กันก่อน หรือแม้แต่หลายท่านอาจจะไม่อยากพักเลย อยากจะขับรถทั้งวันทั้งคืนเพื่อให้ถึงเป้าหมายโดยเร็ววันที่สุด

ผู้เขียนเคารพทุกความเห็น เพราะเชื่อว่าทุกเส้นทางสามารถนำพาเราไปสู่เป้าหมายได้

ที่ อยากจะบอกเล่าในบทความชิ้นนี้จึงเป็นหรือหมายถึงเฉพาะ เส้นทางของผู้เขียน ที่อยากจะแลกเปลี่ยนเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าเส้นทางของผู้เขียนจะดีที่สุด เลิศที่สุด ประเสริฐสุด

โดย ส่วนตัวแล้วไม่มีข้อสงสัยใดๆ เลยกับคำว่า จิตวิวัฒน์ คิดว่า เป้าหมายนี้ สำคัญมาก และสำคัญที่สุดจริงๆ และเชื่อว่าใครก็ตามที่ศึกษาเรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ทางสังคม ต่างก็จะมองเห็นความจริงข้อนี้กันทุกคน

สำหรับผู้เขียนแล้วเชื่อว่า การเดินทางสู่ จิตวิวัฒน์ เป็นเส้นทางที่ธรรมดาๆ ธรรมดาและสามัญเหลือเกิน เป็นเส้นทางที่อาจจะไม่ต้องทำอะไรมากมาย เพียงแต่เรา ใช้ชีวิตให้เต็ม ใช้ชีวิตให้พอเหมาะพอดี สร้างสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวโดยไม่ต้องแยกมันออกไปแบบที่ฝรั่งเคย สอนไว้

เพียงแต่ ขอเวลา หรือ มีเวลา ให้กับการดูแล เรื่องราวภายในตัวเอง ให้มากขึ้นกว่าที่เดิมคนส่วนใหญ่มักจะใช้เวลาในการดูแลเรื่องราวภายนอกตัว เรา และคำว่า มากขึ้นกว่าเดิม จะเป็นสัดส่วนเท่าไร ที่แม้จะเพียงสิบยี่สิบเปอร์เซ็นต์ของเวลาทั้งหมดของคุณ ก็เป็นที่ยอมรับได้สำหรับผู้เขียนแล้ว

ขอเพียงให้เรา มีเวลา ที่จะพูดคุยกันให้มากขึ้น พูดคุยกันให้ลึกซึ้งขึ้น และมีความเป็นชุมชนที่ไม่ใช่พูดคุยกันแต่เฉพาะเรื่องงานเท่านั้น แต่ ดูแลกันและกัน เพราะบางทีเพียงแค่การได้มาพบกันก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว

ไม่ต้องมาถามว่าคุยกันแล้วได้งานอะไร ซึ่งดูเป็นนิวตันเสียเหลือเกิน

เห็น ด้วยกับ วิจักขณ์ พานิช ที่เคยบอกไว้ว่า บางทีถ้าเราพยายามอธิบายเรื่องราวมากจนเกินไปก็จะยิ่งทำให้เกิดความเข้าใจ ผิดและสับสน ผู้เขียนเองก็พบว่าบางทีเรื่องราวก็ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เพียงแต่จะต้องกระทำอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างแรงบันดาลใจของตัวเองและของ กลุ่มชุมชนเล็กๆ ที่ดำรงอยู่

ผู้เขียนรู้สึกว่าบางทีพวกเราหลายคนไป แบกโลกไว้มากเกินไป บางทีโลกอาจจะไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือหรอกนะ เพราะยังไงๆ เสีย โลกก็ไม่แตกหรอก อย่างมากก็แค่เกิด 6th Extinction (การสูญพันธุ์ครั้งที่ 6)

รู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสบอกเล่า แม้ว่าจิตวิวัฒน์ในความหมายของผู้เขียนอาจจะไม่ได้ตรงกับหลายๆ ท่านคิดหรืออยากให้เป็นเสียทีเดียว

r