งานสัมภาษณ์

จิตวิญญาณผู้ก่อการ (ร้าย?) ทางสังคม

จิตวิญญาณผู้ก่อการ (ร้าย?) ทางสังคม
สัมภาษณ์ชีวิตด้านในของบก.ลายจุด สมบัติ บุญงามอนงค์
แกนนำนปช.รุ่นที่ ๒ และอดีตประธานมูลนิธิกระจกเงา
สัมภาษณ์โดย วิจักขณ์ พานิช
วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๓



ในแวดวงคนทำงานเพื่อสังคม น้อยคนที่จะไม่รู้จัก “หนูหริ่ง” สมบัติ บุญงามอนงค์ หลายคนรู้จักเขาในนาม บก.ลายจุด ผู้ก่อตั้งและอดีตประธานมูลนิธิกระจกเงา และอโชก้าเฟลโลว์หรือนักประกอบการทางสังคมดีเด่นปี ๒๕๔๓

หลังจากที่คร่ำหวอดในแวดวงคนทำงานเพื่อสังคมมากว่ายี่สิบปี หนูหริ่งเลือกที่จะเดินเข้าสู่เส้นทางสายการเมือง อย่างไม่สนใจคำครหาที่ว่า “หนูหริ่งเปลี่ยนไป” โดยเข้าร่วมต่อสู้กับแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) โดยที่เขาเป็นแกนนำรุ่นที่ ๒ ภายหลังที่แกนนำ นปก.รุ่นแรกถูกคุมขัง จากนั้น นปก.ก็พัฒนากลายมาเป็น แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งหนูหริ่งก็ยังคงเป็นกำลังสำคัญในการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงมาจนถึงปัจจุบัน

จากโลกอุดมคติของงานเพื่อสังคมมาสู่โลกของการต่อสู้เรียกร้องทางการเมือง ที่ไม่ได้หอมหวนชวนโรแมนติก เช่นเคยที่หนูหริ่งเลือกที่จะเดินเข้าปะทะกับความขัดแย้ง เพราะสำหรับเขาแล้ว นั่นดูจะเป็นสถานที่ที่การปลดปล่อยทางจิตวิญญาณสามารถเกิดขึ้นได้อย่างทรงพลังที่สุด

การพูดคุยกับหนูหริ่งในครั้งนี้มีขึ้นตั้งแต่วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๓ และในวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๓ เพียงหนึ่งวันก่อนที่บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้จะถูกนำออกเผยแพร่ หนูหริ่งได้ถูกตำรวจสน.ลุมพินี เข้าจับกุมตัว ข้อหาฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉิน ขณะที่เขากำลังเตรียมงาน “วันอาทิตย์สีแดง” บริเวณสี่แยกราชประสงค์



วิจักขณ์:
พี่รู้สึกมั๊ยว่า ในสังคมไทยตอนนี้ช่องว่างระหว่างศาสนากับชีวิตคนมันห่างกันมาก

สมบัติ: อือ ใช่ เพราะศาสนาชอบพาไปหลีก...หลีกเร้นออกจากปัญหาของมนุษย์ไง มันก็เลยหลุด ใช้เทคนิคการหลุดออกไปทีละคน ทีละคน ใช่มะ เหมือนกับว่าพอคนจะเข้าสู่ศาสนาได้ ก็ต่อเมื่อมันทุกข์จนแบบหมดสภาพ จนต้องเลือกที่จะหลีกหนีออกจากสังคมไป ก็มักจะเป็นไปในทางนั้น แต่ว่ามันก็เป็นแค่การพ้นทุกข์ในระดับปัจเจก

วิจักขณ์: หรือแม้แต่กระทั่งท่าทีของศาสนาเพื่อสังคม เช่น ไปช่วย ไปสอน ไปดึงเค้าให้ออกมาจากความทุกข์ใจที่กำลังเจออยู่ ดูเหมือนจะเกี่ยวกับสังคม แต่ผมว่ามันก็ยังเป็นมิติแบบปัจเจกนิยมอยู่ ออกแนวสังคมสงเคราะห์มากกว่า แทนที่จะลงไปทำความเข้าใจความทุกข์ในมิติที่ลึกกว่านั้น

สมบัติ: อย่างงี้ ต้องไปอยู่ในคุกซักพัก

วิจักขณ์: (ยิ้ม)

สมบัติ: ชีวิตของคนในนั้น มันจริงและมันก็ซับซ้อนมาก ทำไมคนมันถึงมีวิญญาณแบบนั้น ความทุกข์ที่อยู่ตรงนั้นจะทำให้มุมมองเราจะเปลี่ยนเลยล่ะ มันจริงมาก

ริน (เพื่อนร่วมสนทนา): มันไม่น่ากลัวเหรอพี่

สมบัติ: ความน่ากลัวมันไม่ได้อยู่ตอนที่อยู่ในคุก ความน่ากลัวของคุกเนี่ย มันน่ากลัวตรงที่เราไม่สามารถเอาตัวเองออกจากมันได้ แต่ว่าลำพังแค่ในคุกเองไม่น่ากลัว อย่างคราวที่แล้วผมเข้าไป ผมไปในภาวะที่สามารถจะออกเมื่อไหร่ก็ได้ เพียงแต่ผมไม่ประกันตัว อยากจะเข้าไปดูว่าเป็นยังไง ก็...มีแรงกดดันพอสมควรนะ แต่มันก็ไม่ถึงขนาด...คือผมไม่ได้อยู่ในสถานะเดียวกับพวกนักโทษคนอื่น ยังไงผมก็สามารถจะกำหนดตัวเองได้ว่าจะออกเมื่อไหร่ ในคุกเนี่ย คนที่ดิ้นรนจะออกจะทุกข์มาก ยิ่งดิ้นรนจะออกเท่าไหร่ ก็ยิ่งทุกข์มาก แต่ใครที่ยอมรับได้ และปรับตัวได้กับตรงนั้น ...ก็ทุกข์เหมือนกัน เพราะยังโดนกดอยู่ แต่ก็ไม่ทุกข์เท่าพวกที่ดิ้นรน

เพราะฉะนั้น ลองหาเรื่องติดคุกดูสิ แล้วหาทางออกมา (หัวเราะ)

วิจักขณ์: (หัวเราะ)

สมบัติ: ดีกว่าพวกไปดูงาน ตอนที่นักศึกษามาดูงานนะ โคตรตลกเลย จัดฉากทุกอย่าง ไม่มีอะไรจริง ไม่มีอะไรเลย คนละเรื่อง

วิจักขณ์: เคยได้ยินเรื่องนี้จากเพื่อนที่เข้าไปทำงานในคุกเหมือนกัน แต่ถึงจะลงไปในบทบาทผู้รับฟัง ผู้เยียวยา สอนภาวนา ทำอบรมให้คนในคุกเนี่ย มันก็ไม่เหมือนกัน คือเราก็ได้เรียนรู้จริง อะไรจริง แต่เราก็ยังอยู่ในโลกของเราอยู่ดี มันจินตนาการไม่ออกเหมือนกันว่าถ้าเราไปอยู่ในคุกจริงๆ ธรรมะที่เราเรียนๆมามันจะยังใช้อะไรได้บ้าง ถ้าจิตไม่แข็งจริง มันก็หลุดเอาได้ง่ายๆ

สมบัติ: รั่วใช่มั๊ย มี [วิจักขณ์: ใช่ ใช่] พวกรั่ว มี

แต่ยังไงมันก็ต้องอยู่ให้ได้ แต่ที่มันจะเกิดขึ้นก็คือ ชีวิตมันจะกร้าน มันจะตายด้าน มันจะแห้ง คุกมันจะดูดความชุ่มชื้น ความมีชีวิตชีวาของเราไป ก็ไม่ถึงกับไม่มีความอารีอะไรกันเลยนะ แต่บางสิ่งบางอย่างมันจะหายไป

ภาวะตรงนั้นมันเป็นภาวะที่ซับซ้อนมาก เราจะเรียนรู้จิตวิญญาณของเราในอีกมิติหนึ่ง มิติทางศาสนาก็ว่ากันไปนะ แต่อีกมิติหนึ่งก็คือ ความทุกข์มันกดคุณจน... มันจะรีดไอ้ความดิบข้างในคุณออกมา อย่างเช่น วันที่ผมโดนย้ายห้องขัง จากห้องรวมไปห้องแยก คือเราอยู่ได้สองสามวันแล้วก็จะต้องถูกแยกห้อง ห้องแรกนี่ก็ใหญ่ๆดูแลดีหน่อย พอถูกแยกไป อยู่กันประมาณ ๖๐ คน แทบพลิกตัวไม่ได้ มั่นแน่นมาก คนป่วยไอ ไม่สบาย พัดลมเป่า หัวหน้าห้องที่เป็นแบบอาชญากรอะไรงี้ พัดลมเป่า ก็เสนอขอให้ปิดพัดลมบางตัว เพื่อนอีกคนก็เอาผ้าห่มไปให้ ไอ้หัวหน้าก็ตะโกนบอกว่าไม่ต้อง ให้มันตายไปซะ ไอ้คนป่วยคนนั้นเป็นคนลาว ไม่ค่อยพูด ถูกจับเพราะเป็นคนเร่รอน มันเข้าไปนอนในจุฬาฯ ตรงระเบียงชั้นหนึ่ง ก็ถูกยามจับ พร้อมข้อหาพยายามลักทรัพย์ ในคุกเจ้าหน้าที่ไม่ใช่เป็นใครที่มาคอยดูแลจิตใจหรอก เป็นยังไงบ้าง อะไรแบบนี้ไม่มีหรอก ไม่มีซักแอะ บางคนอยู่ๆไปก็รั่ว วันๆเอาแต่ร้องไห้ไม่ทำอะไร ว่างก็ร้องไห้ ว่างก็ร้องไห้ มีสารพัดเลย อีกคนก็คนแก่เป็นอัลไซเมอร์ ถูกจับเพราะว่าไปขโมยรถ จริงๆที่บ้านก็มีฐานะนะ แต่อยู่ๆก็ไปเจอรถคันนึง แล้วไปขับ แล้วไม่รู้จะเอาไปคืนที่ไหน ที่มูลนิธิกระจกเงา ผมก็ทำเรื่องอัลไซเมอร์นะ ผมเข้าใจเรื่องแบบนี้เลย อ้าวแล้วไอ้ขบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทางการแพทย์ที่จะมายืนยันล่ะไปไหน นี่เค้าทำอะไรไม่ได้เลย สภาพของเค้าเหมือนคนจะตายแล้ว พูดจาไม่รู้เรื่อง เหมือนคนที่เดินข้างถนนแบบนี้แหละ นึกดูสิ มีคนแบบนี้เข้าไปอยู่

คุกเป็นที่ที่ว่า ถ้าจะทำวิจัยเกี่ยวกับปัญหาทางสังคม ลงไปที่นี่เลย ศึกษากันให้ลึก แล้วโยงปัญหาพวกนี้ขึ้นมา มันจะโยงขึ้นไปข้างบนหมดเลย ไอ้ปัญหาสังคมไทยที่เราเห็นทำๆ กัน แตะๆกัน มันทำไปในเชิงป้องกัน สร้างคนดีอะไรกัน มันก็ส่วนนึงนะ แต่ถ้าจะไปแก้กันจริงๆ ต้องลงไปที่นี่เลย มันเป็นท่อระบายน้ำ ทุกอย่างมันจะไปรวมกันที่นั่น แล้วคุณก็สังเคราะห์ ไล่ขึ้นมา เหมือนโครงการแยกขยะน่ะ คุณต้องศึกษาก่อนว่าในขยะมันมีอะไรบ้าง มันเป็นปลายท่อของระบบระบายน้ำ คุณจะรู้เลยว่าอะไรถูกทิ้งลงมาบ้าง

วิจักขณ์: ในแวดวงจิตจิต น้อยคนที่จะสนใจมองไปยังคนเหล่านั้น

สมบัติ:
ใช่ พวกจิตนิยมก็มักจะไปสนใจที่เรื่องภายในของบุคคลว่าทำไมเค้าถึงเป็นแบบนั้น แต่ในสายสังคมมันต้องการกระบวนการการจัดการทางสังคม ไม่ใช่แก้ปัญหาทางจิตใจได้แค่นั้นแล้วจบ ความยากจนมันจะไม่จบลงง่ายๆตรงนั้น คนที่ไปอยู่ในคุกไม่ได้เป็นคนเลวในแง่ของจิตใจทั้งหมด แต่เค้าขาดโอกาส ขาดระบบการช่วยเหลือ การพัฒนามันต้องการกลไกทางสังคม คุณแก้ไม่ได้โดยการนั่งสมาธิ เยียวยา หรือทำจิตใจให้บริสุทธิ์ แค่นั้นมันแก้ไม่ได้หรอก (หัวเราะ)

วิจักขณ์: ในสถานการณ์แบบนั้นมันชัด เพราะเป็นภาวะที่คนเราถูกกด ถูกต้อนจนมุม ภาวะบีบคั้นได้รีดเอาจิตวิญญาณทั้งหมด ทุกสิ่งที่แอบซุกไว้ใต้พรม

สมบัติ: มันจะปรากฏทั้งหมด มันจะเอาตัวตนของคุณข้างในออกมา ทุกอย่าง ทั้งความดิบ หรือแม้แต่สติปัญญา มันจะบีบเอาทุกสิ่งทุกอย่างออกมาหมด ทุกอย่างที่มี ที่คุณเก็บซ่อนมันไว้

วิจักขณ์: ที่พี่ชอบเอาตัวเองไปลองตรงนั้นตรงนี้ ลงไปปะทะกับปัญหาทางสังคม พี่หลงเสน่ห์ภาวะบีบคั้นตรงนั้นด้วยรึเปล่า

สมบัติ: เป็นไปได้ ตอนแรกไม่เป็น แต่พอใช้ชีวิตไปแล้วมันไปปะทะกับความทุกข์จำนวนมาก ระดับนึงนะ ไม่ถึงกับว่าหนักมากนะ พอถึงระดับนึงเนี่ย มันหลงเสน่ห์ความจริงตรงนั้น เวลาเผชิญความทุกข์ ผมไม่มีกระบวนการมาก ผมก็ซึมซับเข้ามา รับมาเลย พอเห็นปัญหาปุ๊บ ก็รับมันเข้ามา ดูดรับเลย พอรับเข้ามาแล้วก็ใคร่ครวญขบคิด ดูว่าเราจะตอบโต้กับปัญหานั้นยังไง

อย่างคุณจะเห็นว่า งานของกระจกเงาเนี่ย มาจากสภาวะแบบนี้ทั้งนั้น คือเราไม่สนใจเลยว่ามันเป็นเรื่องเหี้ยอะไร ขอให้มันเป็นปัญหา ถึงขนาดที่เราประกาศปรัชญาว่า “เราทำทุกอย่างที่เราอยากทำ และเราทำได้” เพราะฉะนั้นไม่ต้องถามว่ากระจกเงาทำอะไร เพราะเป็นเรื่องที่อธิบายยากมาก (หัวเราะ) หนึ่งเราทำทุกอย่างที่เราอยากทำ และเราทำได้ คือ ถ้าคุณอยาก ก็ในเมื่อคุณมีแรงบันดาลใจ เราก็จะส่งเสริมให้คุณได้ทำ ซึ่งก็ต้องทำได้ด้วยนะ ถ้าเสือกทำไม่ได้ก็ต้องใจเย็นนิดนึง เพราะว่ามันต้อง realistic ด้วย อยากทำนี่มันเป็นเรื่องอัตวิสัยใช่มั๊ย แต่การทำได้นี่มันจะต้องตั้งอยู่พื้นฐานของความเป็นจริง คุณจึงต้องคิดมากกว่าการอยากทำ เอ็นจีโอส่วนใหญ่มักจะมาจากการอยากทำ เอ็นจีโอกับพวกศิลปินนี่ใกล้กันมาก ผมเคยทำละครมาก่อน ผมจึงเข้าใจพวกเพื่อนที่เป็นศิลปิน เค้าจะคิดใหญ่ จะอะไรต่ออะไร เค้าไม่ได้คิดผิดนะ แต่เค้าขาดวิธีการบริหารจัดการความรู้ นี่คือสิ่งที่ขาดไปของพวกactivist คือมันใช้ใจแต่ไม่ค่อยมีความรู้ในการจัดการ หรือมีความรู้ในการจัดการ พอทำไประดับนึงปุ๊บ ก็จะทำเล็ก แล้วก็จะไปเกาะกับวาทกรรมเรื่อง “small is beautiful” พอไปเกาะมันมาก ก็เป็นปัญหา เพราะมันจะกลายเป็นกำแพง กลายเป็นว่าคุณบอก small is beautiful ก็เพราะว่า ที่คุณต้องเล็กเนี่ย เพราะคุณใหญ่กว่านี้ไม่ได้ใช่ม ั๊ย คุณไม่สามารถสร้าง impact กว่านี้ได้ใช่มั๊ย คุณเลยกำหนดตัวเอง เพื่อป้องกันอะไร? เพื่อป้องกันความเจ็บปวด เพราะคุณกลัวเจ็บ คุณเลยไปไกลกว่านั้นไม่ได้ ทั้งๆที่คุณมองเห็นปัญหาใหญ่กว่านั้นเยอะ แต่คุณก็เลือกที่จะลดลิมิตของตัว เองลงมา เพื่อลดความเจ็บปวด แล้วคุณก็สร้างความสุข มันก็กลับไปสนองตัวคุณอีก พอคุณบล็อกว่าคุณทำแค่นี้ เพื่อสนองสิ่งที่คุณต้องการได้แล้ว คุณก็บอกตัวเองว่าคุณทำได้แล้ว อย่างน้อยที่สุดชั้นก็ได้ทำแล้ว และชั้นก็ทำได้แล้ว

วิจักขณ์: อะไรที่ทำให้พี่หลงใหลในการเข้าปะทะกับปัญหา

สมบัติ: เรื่องจิตวิญญาณสำหรับผม มันไม่ใช่เพื่อการหลีกเร้นออกจากสังคม ผมยังมีแรง แม้ผมจะอยู่ในวัย ๔๐ แต่ผมคิดว่าผมยังมีพลังความเป็นหนุ่มสาวอยู่ ผมคิดว่าในวัยนี้ ผมต้องเป็น “ผู้กระทำการ” หรือผู้ขับเคลื่อนต่อสังคม ในขณะเดียวกันก็อาจมีภารกิจในแง่ปัจเจก ที่มันจะต้องไปจัดการเรื่องจิตวิญญาณภายใน แต่การดูแลจิตวิญญาณภายใน ก็มีสภาวะที่เป็นไปได้อยู่หลายสภาวะ สภาวะหนึ่งก็อาจจะเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นในขณะที่เราเข้าสู่แนวปะทะ คือเข้าไปอยู่ในปัญหา แล้วให้ปัญหามันสอนเรา แล้วเราก็ได้ดูตัวเราเอง อย่างในสถานการณ์ช่วงนี้ ผมก็ต้องตั้งคำถามกับตัวเองเยอะนะ ใช่มะ ผมก็ต้องถามตัวเอง คนที่ต้องถามมากและตอบมาก ก็คือต้องถามตัวเองและตอบตัวเองให้ได้ ไอ้สังคมจะแคร์ไม่แคร์ผมเนี่ยไม่สำคัญ เนื่องจากผมใช้ชีวิตสายนี้มายี่สิบกว่าปี ดังนั้นผมได้ตอบคำถามสังคมไปเยอะมาก แล้วไม่ว่าจะยังไง คุณจะเห็นผมเป็นคนแบบไหน ผมไม่ค่อยแคร์ ไม่ใช่ว่าจะไม่แคร์เลยทีเดียว แต่คนที่แคร์ที่สุดคือ ตัวผมเอง เพราะผมต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า เมื่อวันนึงในอนาคต เรื่องราวเหล่านี้มันผ่านไป ผมต้องตอบตัวเอง ณ วันนั้นให้ได้ ว่าเมื่อมองย้อนกลับมาวันนี้ ผมทำอะไร และผมจะเคารพตัวเองได้มั๊ย

วิจักขณ์: คือมองย้อนกลับมาแล้ว ไม่รู้สึกเสียดาย หรือเสียใจกับสิ่งที่ตัวเองทำ

สมบัติ: ถูก ถูก การก้าวเดินมันเป็นเรื่องของการ เลือก และความรับผิดชอบใช่มั๊ย เมื่อเราตัดสินใจเลือก เราเป็นผู้เลือกนะ เลือก และผมเป็นผู้กระทำ ผมเป็นคนเขียนบทละคร ผมมีปรัชญาในเรื่องละครกับชีวิตอยู่ว่า ในการเขียนบทละครชีวิต เราเขียนบทได้ครึ่งหนึ่งของละครเรื่องนี้ ผมจะไม่ยอมให้ชีวิตผมเดินไปตามใครไม่รู้มาเขียนบทละครให้ผมเดิน ผมไม่ยอม ผมจะต้องเขียนบทละครนี้อย่างน้อยที่สุดครึ่งเรื่อง นี่เป็นบทละครของผมนะ ซึ่งพอจริงๆเรื่องของผมมันก็จะมีคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่อย่างน้อย ครึ่งนึงผมต้องเป็นคนกำหนด วันนึงในอนาคตผมจะต้องย้อนกลับมาวันนี้ให้ได้ว่า ผมทำสิ่งที่ผมเลือกแล้ว ส่วนผลกระทบทั้งหลายที่มีคนกังวล มันเป็นเรื่องเฉพาะหน้านิดหน่อย เอาจริงๆแล้วมันไม่ตายหรอก ถ้าตายนั่นก็อีกเรื่องนึงนะ คือ เราก็รับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ความยากลำบาก การใช้ชีวิตแปลกๆ หรือชีวิตที่เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา แต่ผมเคยเหวี่ยงแล้วไง ชีวิตผมก็เหวี่ยงมาจนไม่รู้จะเหวี่ยงยังไงแล้ว

วิจักขณ์: ถึงแม้มันจะเหวี่ยง พี่ก็ยังพอใจที่ได้ขีดเส้นของตัวเอง ได้ทำอะไรออกมาที่เป็นรูปธรรม เป็นประสบการณ์ตรง

สมบัติ: ได้ครึ่งหนึ่ง ในบทละครเรื่องนี้ผมเขียนบทได้ครึ่งหนึ่ง

วิจักขณ์: ชีวิตที่พี่เลือกแบบนี้ เป็นที่ที่พี่ค้นพบจิตวิญญาณของตัวเอง ไม่ใช่ที่วัด หรือสถานปฏิบัติธรรม?

สมบัติ: ผมไม่ได้คิดเรื่องที่จะออกจากความทุกข์ ออกจากประเด็นปัญหาทางสังคม ไม่ได้คิดว่าจะเป็นอย่างนั้น แต่วันนึง ไม่รู้จะเรียกว่าเป็นเรื่องศาสนาหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ผมสนใจเรื่องจิตวิญญาณ เรื่องภายใน ผมเชื่อว่าในสภาวะบางสภาวะจำเป็นที่จะต้องมีความเงียบพอสมควร เพื่อจะได้คุยกับตัวเอง

วิจักขณ์:
พี่ยังมองว่า ช่วงวัยหนุ่มสาวยังเป็นช่วงของการเก็บทุนอยู่หรือเปล่า

สมบัติ: ไม่ใช่เก็บทุน ผมใช้ทุนที่ผมมี พลังงาน เงื่อนไขทางสังคม มันเป็นทรัพยากรที่เราใช้ได้ในเวลานี้

วิจักขณ์: แล้วมันถือว่าเป็นการเก็บต้นทุนทางจิตวิญญาณรึเปล่า

สมบัติ: ไม่ใช่เลย ผมไม่คิดแบบนั้น หนุ่มสาวเป็นช่วงเวลาทองของชีวิต มันจะเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ที่มันแร๊งงส์ มันจะมีพลัง ความแรงของผมตอนนี้ก็ลดลงไปมากนะ ถ้าเทียบกับสมัยสิบ ยี่สิบปีก่อน ที่ผมสุดโต่งมาก เรียกได้ว่า hardcore เลยแหละ แรงส์เลยฮะ (หัวเราะ)

วิจักขณ์: แต่ถึงพี่จะบอกว่าเป็นช่วงของการใช้ทุนที่มี ใช้พลังหนุ่มสาวกระทำต่อสังคม แต่เท่าที่ฟังดูมันก็เหมือนจะมีอะไรที่เชื่อมโยงกับเรื่องทางจิตวิญญาณอยู่

สมบัติ: ผมอธิบายอย่างนี้ ผมคิดว่าผมเติบโต และเรียนรู้เรื่องจิตวิญญาณภายในจากสถานการณ์ที่เป็นสถานการณ์วิกฤต หรือการเดินเข้าสู่การปะทะกับปัญหาทางสังคม หรือปัญหาของผู้อื่น ...ซึ่งมันก็ทำให้ตัวเองก็มีปัญหาไปด้วย แต่ถ้าเราสามารถที่จะอยู่ตรงนั้นได้ สำหรับผมมันจะเป็นโอกาสของการเติบโตทางจิตวิญญาณมาก

มนุษย์มันมีช่องทางทางจิตวิญญาณที่ไม่ต้องใช้ภาษา มีอยู่จริงเลย คุณใช้สมองสั่งไม่ได้เลย มันอธิบายไม่ได้ มันไม่ใช่การสื่อสารกันในระดับคำพูด คุณอาจจะฟังดนตรี หรือเข้าถึงงานศิลปะ มันเป็นการเชื่อมต่อกันทางจิตวิญญาณ ที่ก้าวข้ามข้อจำกัดทุกอย่าง เหมือนกัน ในทางสังคม ในบางสภาวะ เหมือนเวลาคุณเข้าไปในป่าดงดิบ ไม่เคยมาที่นี่นะ แต่ทำไมเราขนลุกวะ มันแปลกๆ มีคนอธิบายว่ามันเป็นการสื่อสารของธรรมชาติกับเซลล์ มันเคยเป็นของประเภทเดียวกัน มันเคยกลมกลืนกันอย่างที่สุด มันไม่ใช่ความคิด แต่เป็นความรู้สึก ภาวะแบบนี้มันมีอยู่จริง คือตัวจิตวิญญาณมันทำงาน

วิจักขณ์:
พี่เคยรู้สึกอย่างนี้ เวลาที่ทำกิจกรรม พูดคุย หรือปฏิสัมพันธ์กับคนมั๊ย

สมบัติ: ผมพยายามทำให้มิติทางจิตวิญญาณกับสิ่งที่ผมทำเป็นสิ่งเดียวกัน คือถ้าผมพบว่าจิตวิญญาณของผมเป็นเช่นนี้ ผมก็จะพยายามใช้ชีวิตให้ใกล้เคียงกับสิ่งสิ่งนั้น เพื่อที่ผมจะได้มีชีวิตไม่ขัดแย้งกับตัวเอง ถ้าเรามีชีวิตที่ไม่ขัดแย้งกับจิตวิญญาณของเรา เราจะปลดปล่อยพลังของตัวเองได้อย่างมหาศาล คนที่สามารถเข้าถึงตัวเองได้ เข้าถึงจิตวิญญาณของตัวเองได้ มันจะมีพลังมหาศาล

มันเป็นเรื่องของคุณค่า เป็นการตอบคำถามตัวเองได้ว่าเราจะมีชีวิตอยู่อย่างไร เรื่องเกิดมาทำไมผมไม่สงสัยแล้ว คำถามก็คือเมื่อตอนนี้เราเกิดมาแล้ว แล้วเราจะใช้วันนี้ให้มีคุณค่าสูงสุด จนถึงวันที่เราไม่มีได้อย่างไร เราจะดำรงอยู่อย่างไร อันนั้นเป็นโจทย์สำคัญ

วิจักขณ์: ซึ่งการตอบคำถามนั้นมันเหมือนเป็นสัญญาณของการเริ่มต้น

สมบัติ: มันทำให้ทิศทาง หรือเข็มมุ่งนี้มันชัด มีทิศ มีทาง มีเข็มมุ่งก่อน ทำได้ไม่ได้นี้อีกเรื่องนึง พอโตขึ้น เราก็ได้เรียนรู้ว่า แค่ความตั้งใจดีอย่างเดียวนั้นไม่พอ มันต้องการความสามารถ มันต้องการการวางแผน การเตรียมการ ทรัพยากร เพื่อเข้าสู่เป้าหมายนั้น ซึ่งตรงนั้นก็เป็นเรื่องของความรู้ ความเฉลียวฉลาดที่จะเรียนรู้ระหว่างทาง สำหรับผู้ที่ต้องการสร้างผลกระทบ หรือสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

พอเราได้ค้นพบคุณค่าบางอย่างของเรา มันเป็นการยอมรับว่าเราจะตายยังไง คนที่มีทัศนะของนักปฏิวัติ คนที่มองเรื่องของการปลดแอก การเปลี่ยนแปลงทางสังคม มันจะต้องยึด เกาะเกี่ยวกับอะไรบางอย่าง ไม่งั้นเราจะตอบคำถามตัวเองไม่ได้ว่า ทำไมเราจะต้องเอาตัวเองไปใกล้ความเจ็บปวด หรือความเสี่ยงตาย ทำไมต้องเอาตัวเราเข้าไปใกล้กับความทุกข์ที่หนักหนา มันจะต้องมีอะไรที่มีความหมายมากกว่าความตายใช่มั๊ย เราถึงจะเอาตัวเองเข้าไป แล้วถ้าความตายมันเป็นที่สุด มันมีอะไรที่มีความหมายมากกว่าความตาย? ตัวอัตตามันก็ต้องอธิบายว่าอะไรที่จะมีความหมายมากกว่าความตาย อย่างเช่น โอเค บอกว่าเพื่อความรักเนี่ยเราตายได้ ฉันรักเธอนะ ฉันสามารถตายแทนเธอได้ สำหรับคนที่มีความกตัญญู ก็อาจจะบอกว่าฉันตายได้เพื่อพ่อแม่ เพื่อครอบครัว

วิจักขณ์: แล้วจุดที่ความบ้าของพี่เพิ่มสูงขึ้น จนไปถึงการเป็นนักปฏิวัติ จู่ๆมันคงไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทันใดใช่มั๊ย

สมบัติ: ใช่ คือ ผมเห็นโครงสร้างทางสังคม โครงสร้างทางการเมือง ก็เรียนรู้สั่งสมมาเรื่อยๆ ถามคำถาม มีประสบการณ์มากขึ้น วันๆมันก็เอาแต่ตั้งคำถาม แล้วเราก็ใช้ชีวิตอยู่ในแวดวงที่มีการตีโจทย์เรื่องเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา งานของผมก็ค่อนข้างว่าง ไม่ยุ่งกับเอกสาร เราก็ใช้ชีวิตอยู่กับเรื่องของความคิดหรือตัวที่เป็นประเด็น ปัญหา เป็นข้อเท็จจริงมาก มันก็มีโอกาสสั่งสม เห็นเรื่องพวกนี้ ผมก็เคยนะที่คิดว่า คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน ขลุกอยู่ ๕ ปี ๗ ปี จนมีพี่คนนึงมาเคาะประตูบ้านผม ไปนอนคุยกัน “หนูหริ่ง สิ่งที่เธอทำน่ะดีนะ ชาวบ้านแถวนี้ได้สัญชาติ” ผมแม่งโคตรภูมิใจ ตอนนั้นผมทำงานตำบลเดียว เอ็นจีโอต่างจังหวัดแม่งทั้งภาคเหนือ ของผมตำบลเดียว ตำบลเดียวจริงๆ ผมช่วยให้ชาวบ้านที่ไม่มีสัญชาติเข้าสู่กระบวนการสัญชาติ แล้วได้สัญชาติ ผมตั้งเป้าไว้สามถึงสี่พันคน มันเป็นความภูมิใจในชีวิตได้แล้ว จากวันแรกที่คิดว่าจะทำยังไงให้เด็กคนนึงได้สัญชาติ พอทำงานแล้วยกกำลังเป็นพันนะ แต่คำถามก็คือว่า ไอ้ความรู้ที่เรามีอยู่ทั้งหมดกับปัญหาสังคมที่มันกว้าง ทำยังไงเราถึงจากสร้าง impact ที่มากขึ้นได้ ถ้าเรายังคงอยู่แต่ในหมู่บ้าน เราก็จะไม่สามารถสร้างผลกระทบเหล่านั้นได้

วิจักขณ์: ช่วงชีวิตที่กระจกเงาทำให้พี่ได้เรียนรู้อะไรบ้าง

สมบัติ: การทำกระจกเงาทำให้ผมเรียนรู้ว่า ปัญหาในระดับจุลภาคนั้นมันเชื่อมโยงไปในระดับมหภาค ตอนแรกเราคิดว่าไปทำการจัดการพื้นที่เล็กๆที่นึงได้ก็จบ แต่ความจริงมันไม่ใช่ ปัญหามันเชื่อมโยงกัน ไม่มีชุมชนใดที่สามารถหลีกเร้นจากโลกาภิวัตน์ แล้วไม่ต้องสัมพันธ์กับสังคมภายนอก ไม่มีเลย คุณจะไปหาชุมชนที่ว่านี้ที่ไหน เผ่าตองเหลืองอะไรงี้ เค้าจะวิวัฒนาการไป มึงยังต้องไปบอกเค้า อย่าเปลี่ยนนะ อย่าไปเปลี่ยน ซึ่งมันก็ไปกระทบเค้าอยู่ดี คือ คนเหล่านั้นถูกค้นพบหมดแล้ว ถูกกระทำหมดแล้ว แล้วเรื่องนโยบายมันก็ตามมาหมด เรื่องสัญชาติแต่ก่อนไม่สำคัญ แต่วันนึงมันสำคัญ เรื่องที่ดินทำกิน แต่ก่อนสำหรับชาวเขาไม่สำคัญ แต่วันนี้สำคัญ

วิจักขณ์:  มันเริ่มไม่โรแมนติคอย่างที่คิดไว้ตอนแรกหรือเปล่า

สมบัติ: มันได้ไปค้นพบความจริง เช่น ตอนอยู่เชียงรายตอนแรกนี่ชอบมาก มันหนาว ชาวบ้านเค้าบอกว่ามันเย็น ซึ่งในความรู้สึกผมตอนฟังเค้าดูแล้วความเย็นของเค้านี่มันยิ่งกว่าหนาว แล้วความเย็นของเค้ามันไม่ใช่แบบคนกรุงเทพฯที่ในปีนึงจะมีช่วงเวลาหนาวๆซักสองสามวัน เราก็หยิบเอาเสื้อหนาวที่มีฮู้ดมาใส่ ตอนผมเป็นนักเรียนก็จะเก็บเสื้อตัวนี้เอาไว้ ดีใจมากเวลาหนาว เราจะได้เอาเสื้อตัวโปรดออกมาใส่ ...มันไม่จริงน่ะ

ความงามมันมีอยู่ แต่ขณะเดียวกันมันก็มีความจริง และความจริงบางทีมันก็ท้าทาย ขมขื่น ยากลำบาก พอเป็นความจริงนั้นเราจะปัดได้ยังไง เราจะอยู่ได้ยังไงในโลกที่ไม่มีความจริง เราจะใช้ชีวิตแบบไหน โอเคเราอาจจะอยู่ได้ บางคนอาจจะสามารถเลือกสร้างเงื่อนไขของตัวเองให้ไปอยู่ในภาวะที่ไม่ต้องไปเผชิญความจริงที่เจ็บปวดได้
ความทุกข์นี่เป็นความจริงแบบนึงหรือเปล่า หรือไม่ใช่ความจริง?

วิจักขณ์: (หัวเราะ) เป็นดิพี่ ความทุกข์นะ

สมบัติ: เป็นใช่มั๊ย? (ทำหน้าใสซื่อ)

วิจักขณ์: (หัวเราะ) นี่มุขป่าวเนี่ย (หัวเราะ)

สมบัติ: ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ บางคนเค้าบอกเอาทุกข์ออกได้ แล้วมันเป็นความจริง สัจจะอะไรบางอย่าง ผมก็งงๆ แต่คำถามของผมก็คือว่า มีคนอีกกี่คนล่ะที่ออกไปไม่ได้ แม่งเยอะมากกก... คนจำนวนมากเลยที่อยู่ในความทุกข์
อย่างอาสาสมัครของผมที่ทำงานอยู่ที่เชียงราย ทำงานไปซักพักก็เดินมาบอกผม หนูประทับใจพี่มาก งานที่พี่ทำน่ะค่ะ แต่หนูไม่สามารถมาทำอย่างพี่ได้ เพราะหนูต้องกลับไปอยู่ในโลกของความเป็นจริง (หัวเราะ) แม่ง กูอยู่นี่หลายปี มึงจะกลับแล้วมาบอกกูว่า กูไม่ได้อยู่ในโลกของความเป็นจริง แล้วนี่กูอยู่ที่ไหนวะเนี่ย (หัวเราะก๊าก)

เมื่อว่ากันด้วยโลกของความเป็นจริงเนี่ย ผมก็สงสัยว่าอะไรคือโลกของความ เป็นจริง เวลาผมเจอคำพวกนี้นะ แม่ง..มันชิบหายเลย มันก็จะนำไปสู่การขบคิด ตั้งคำถาม อะไร ยังไง มันจริง ไม่จริงยังไง หรือมันจริงทั้งนั้น อ้าวถ้ามึงจริง กูไม่จริง หรือจริงเหมือนกันยังไง แล้วเราก็คิดไปเรื่อยว่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เป็นจริงขึ้นมาได้ยังไง

ที่กระจกเงาผมค้นพบเรื่องงานอาสาสมัคร พบว่ามันเป็นเครื่องมือหนึ่ง ตอนนั้นผมตีโจทย์ออกแล้ว ว่าเราไม่มีทางไปได้สุดทาง มันเป็นเรื่องของกระบวนการ วิวัฒนาการทางสังคม และสิ่งที่เราต้องทำคือ “ส่งไม้ต่อ” แต่เวลาส่งไม้ต่อ อย่าไปส่งหนึ่งต่อหนึ่ง มันต้องส่งทีนึงแบบแจกไม้ไปเลย แจกไม้แล้ววิ่งกันออกไป อันนี้แหละคือสิ่งที่ต้องทำ ชวนคนให้เข้ามามีส่วนร่วม เป็นอาสาสมัคร หรือมีวิธีคิดที่อยากจะเห็นบางสิ่งบางอย่างเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องทุกอย่างหรอก ไม่ต้องเรื่องใหญ่ๆก็ได้ เท่าที่เค้าพอจะมีศักยภาพ หรือมีการปลดปล่อยอะไรบางอย่างในตัวเอง ณ ขณะนั้น แล้วเราก็เชื่อมกับเค้าเท่านั้นเอง เพียงแต่ว่า ถ้าเราผ่านกระบวนการปลดปล่อยตัวเองมาอย่างต่อเนื่อง เราก็อาจจะทำเรื่องอะไรที่ซับซ้อนขึ้นได้ หรือมี impact ที่มากขึ้นได้

วิจักขณ์: ดูเหมือนแนวคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของพี่ พี่ไม่ได้เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ลักษณะของการส่งไม้ต่อก็ไม่ใช่ว่าชั้นต้องเก่ง มีเพื่อนเยอะ เป็นที่ยอมรับ มีชื่อเสียง แต่พี่ได้สร้างตัวงานของพี่ให้มันเป็นที่เชื่อมต่อกับคนได้

สมบัติ: ใช่ คือถ้าทัศนะของเราเป็นทัศนะของ คนที่อยากมีชื่อเสียง คุณต้องวาง positioning ของคุณอีกแบบนึง คุณต้องขาย คุณต้องโชว์ ชิบหายวายป่วงหมด แต่มันก็จะซ้อนทับกันระหว่างประโยชน์ของตัวเองกับประโยชน์สาธารณะ ถ้าทัศนะของเราเป็นทัศนะของคนที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคม คุณก็จะต้องเลยจากตัวเองให้ได้ แต่คุณต้องใช้ตัวเองเป็นทุนนะ คือถ้าคุณไม่มีทุนของตัวเอง คุณจะทำสิ่งนั้นลำบาก [วิจักขณ์: จะไปยืมมือคนอื่น มันก็ไม่ได้] ใช่ คืออย่างผมเนี่ยก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ตลอด กับเพื่อนผมหลายคนเวลาทำงานมากๆเข้าก็จะถูกพูดถึงว่า ไอ้ที่ทำเยอะๆเนี่ยอยากเอาหน้า อย่างผมก็โดนมาก หลังจากรัฐประหาร ๓๕ ผมเดินเข้ามาทำงานการเมือง ก็จะโดนวิพากษ์วิจารณ์มาก คือมันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เพื่อนหรือคนในสังคมจะตั้งคำถามว่า เฮ้ย ไอ้หนูหริ่งมันเตรียมสร้างตัวเองเข้าสู้เส้นทางทางการเมือง มันง่ายที่จะถูกอธิบายไปแบบนั้น แต่เมื่อเป็นแบบนั้น คุณต้องกลับมาถามตัวคุณเองก่อนว่า คุณกำลังเดินเข้าสู่เส้นทางทางการเมืองแบบไหน ใช่มะ คุณอาจจะถูกกล่าวหาว่า มึงถูกซื้อไปแล้ว เปลี่ยนไปแล้ว ...มันง่ายน่ะที่จะพูดเรื่องแบบนี้ แต่ว่าผมอยู่ยาวพอที่จะพิสูจน์สิ่งที่คนพูดได้ ผมคิดว่าผมอยู่ยาวได้และผมมั่นคงพอที่ผมจะบอกได้ว่าสิ่งที่เราทำมาทั้งหมดนั้นเป็นไปเพื่ออะไร

 

อ่านต่อหน้า ๒

เราไม่ได้ต้องการคนดี

“เราไม่ได้ต้องการคนดี”
สัมภาษณ์จิตรา คชเดช ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ และหนึ่งในผู้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดง
สัมภาษณ์โดย วิจักขณ์ พานิช



พระไพศาล วิสาโล กล่าวไว้ในบทสัมภาษณ์ของท่านตอนหนึ่งว่า “ธรรมะมีอยู่ในทุกหนทุกแห่ง อยู่ในประสบการณ์ของทุกผู้คน ธรรมะไม่ได้อยู่แต่ในพระไตรปิฎก หรืออยู่ในตำรา ธรรมะเป็นเรื่องใกล้ตัว อยู่ที่ว่าเรามองเป็นหรือไม่ เราควรมองมาที่ประสบการณ์ของตัวเราเองด้วยว่าประสบการณ์นั้นเป็นบทเรียนสอนธรรมะได้หรือไม่"

ทุกวันนี้หากใครสนใจที่จะศึกษาธรรมะ ก็คงมุ่งหน้าเข้าศูนย์ปฏิบัติธรรม วัด หรือพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียง คงไม่มีใครเลือกที่จะเสียเวลาเดินเข้าไปนั่งคุยกับชาวบ้านในม็อบ ที่มาชุมนุมประท้วงตากแดดตากฝน ตะโกนโหวกเหวกอยู่ตามท้องถนน ลึกๆเราต่างก็แอบฝันว่าอะไรที่เกี่ยวกับธรรมะมันน่าจะดูคูล คนมีธรรมะจะต้องสุภาพมีมารยาท หน้าผ่องหน้าเด้ง พูดจาดี มีออร่าทางธรรมสุกสว่างออกมา

แว้บหนึ่ง ผมมองไปที่แววตาอันมุ่งมั่นของผู้หญิงคนที่ผมกำลังคุยด้วย เธอดูดุดัน โผงผาง ไม่ยอมใคร แต่ยามที่เธอเล่าถึงการต่อสู้เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมในสังคม การร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผู้คนที่ยากลำบาก ผมสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและความอ่อนโยนอย่างประหลาด บ่อยครั้งมันทำให้ผมขนลุก เธอไม่ใช่คนที่ใครๆจะเดินเข้าหา เพื่อคุยเรื่องการปฏิบัติธรรม คำสอนทางศาสนา หรือความสุขสูงสุดในชีวิต เธอไม่สามารถประดิดประดอยถ้อยคำสวยหรูให้คนฟังปลาบปลื้มชื่นชอบ ชีวิตของเธอไม่ได้มีเพื่อสื่อสารความสุข ตรงกันข้ามเธอเป็นโทรโข่งของความทุกข์ให้กับผู้คนที่ถูกกดขี่

หนิง-จิตรา คชเดช เป็นอดีตประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ เป็นผู้นำการต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับคนงานของสหภาพที่ถูกเลิกจ้างตั้งแต่มิถุนายน ๕๒ เมื่อการเรียกร้องไม่เป็นผล พวกเขาจึงเปลี่ยนกลยุทธ์มาเป็นการผลิตชุดชั้นในออกขายภายใต้ แบรนด์ "ไทร อาร์ม" (TRY ARM) กับสโลแกนเก๋ๆที่ว่า "ไม่ใช่แต่แฟชั่น แต่มันคือการต่อสู้" พร้อมโลโก้กำปั้นชู (ดูรายละเอียดได้ที่ www.tryarm.org)

บทสัมภาษณ์ "เราไม่ได้ต้องการคนดี" อาจไม่ได้ออกแนวธรรมะธัมโมเหมือนชิ้นก่อนๆ มันก็แค่เรื่องเล่าของคนเล็กๆคนหนึ่งที่ใช้ทุกข์เป็นทาง คนจริงที่ขอลองเผชิญความจริงด้วยตนเอง อย่างที่ไม่ต้องมีมายาคติของความดีมาบดบังให้พร่ามัว




วิจักขณ์: พี่รู้สึกยังไงกับมาตรการเยียวยาของภาครัฐ และภาคเอกชน ที่มีต่อผู้ชุมนุมที่กลับบ้านไป

จิตรา: เรากำลังรู้สึกว่า “เยียวยา” หมายถึง ...แบบ ต้องรักษาจิตใจอะไรงี้ป่ะ นี่ความคิดของเรานะ การที่ใช้คำพูดว่าเยียวยา แสดงว่าคนนั้นกำลังมีปัญหาเรื่องภาวะจิต ใช่ป่ะ..

วิจักขณ์: ซึ่งในแง่นั้น พี่โอเคดี

จิตรา: (หัวเราะ) ก็โอเคนะ ไม่ได้ป่วย (หัวเราะ)

คือ การที่จะแก้ปัญหาเนี่ย มันไม่ใช่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุว่ามาเยียวยาจิตใจ รู้สึกยังไงที่เกิดเหตุการณ์แบบ นี้ขึ้น มีอะไรอยากจะพูดมั๊ย ไม่รู้สิ ที่เห็นทำๆกัน ก็เห็นให้คนมาเล่า ปรับทุกข์ อะไรงี้...แล้วไงต่อล่ะ เออ หลังจากปรับทุกข์เสร็จแล้วไงต่อ แล้วปัญหาที่มันคงอยู่ ถูกแก้มั๊ย ...ก็เปล่า

วิจักขณ์: คือ ปัญหาของคนที่มาชุมนุมมันโยงกับเรื่องที่จับต้องได้โดยตรง

จิตรา: อือ ใช่ ยกตัวอย่างคนที่ถูกไฟไหม้บ้านนะ การที่จะเยียวยาเค้าก็คือการให้ ที่อยู่อาศัย มันไม่ได้หมายความว่า คุณเอาข้าวไปให้ แล้วไปนั่งฟังเค้า รับรู้ความเศร้า ความสูญเสีย แต่เค้าก็ยังไม่มีบ้านอยู่ ถ้าแค่นั้นก็ไม่ใช่ทางที่จะแก้ปัญหาได้ ลองนึกดูเล่นๆว่า ถ้าวันๆเค้าต้องมานั่งพูดกับคนที่มารับฟัง พูดแต่เรื่องความเศร้า ความสูญเสีย ซ้ำๆ มันจะเป็นยังไง แล้วบ้านก็ไม่มีอยู่ ความจริงว่าไฟไหม้ยังไงก็ไม่มีใครตรวจสอบ มันเหมือนเอาเรื่องเยียวยาจิตใจมา เบี่ยงเบนไม่พูดถึงปัญหาหรือเปล่า

ริน (เพื่อนร่วมสนทนา): ก่อนที่รินจะเจอพี่ที่เต็นท์ที่ราชประสงค์วันนั้นน่ะ รินจะเจอแต่พี่พูดในเวทีต่างๆ ไฮปาร์ค หรือแสดงความคิดเห็นหนักๆ บอกตรงๆเลย รินเนี่ยกลั้ว กลัว จริงๆพี่ก็ไม่ได้ดุอย่างที่เห็นตามการชุมนุมใช่มั๊ยพี่

จิตรา: จริงๆก็ไม่ได้ดุนะ มันก็แค่ถ้าไม่ใช่ เราก็จะเถียง

วิจักขณ์: ก็คือตรงไปตรงมา ไม่ประนีประนอม

จิตรา: อือ ใช่ ไม่ประนีประนอม ตอนเด็กๆไม่ค่อยมีใครเล่นด้วยหรอก เค้าบอกว่าเราขี้โกง ชอบแกล้งเพื่อน แค่จริงๆไม่ใช่เลย ไม่เคยแกล้งใครเลย มีแต่เค้าแกล้งเราก่อน แต่ตอนเค้าแกล้งเรา ไม่มีคนเห็น เวลาเราเอาคืนมีคนเห็น เค้าก็เลยหาว่าเราชอบแกล้งเพื่อน

วิจักขณ์: ตอนนี้ก็ยังเป็นใช่มั๊ย (หัวเราะ)

จิตรา: (หัวเราะ) ใช่ ตอนเราถูกกระทำไม่ค่อยมีคนเห็น แต่พอเราไม่ยอม ก็หาว่าก้าวร้าว

วิจักขณ์: บางทีผมก็จินตนาการไม่ออกนะพี่ อย่างผมเนี่ย ไม่พอใจอะไรในสังคมก็ไม่เคยถึงกับต้องออกไปเรียกร้องบนท้องถนน ก็ไปหาพรรคพวกให้ช่วยบ้าง ใช้เส้นบ้าง ถ้ามีเงิน เงินก็ช่วยแก้ปัญหาได้ การศึกษาหรืองานที่ทำมันก็ทำให้เราพอมีสถานะทางสังคมอยู่บ้าง แต่การเป็นคนเล็กๆที่ไม่มีอะไรซักอย่าง แล้ววันนึงกลายเป็นผู้นำการเรียกร้องความเป็นธรรมในสังคม ทำให้คนที่อยู่ในโครงสร้างอำนาจมองว่าพี่ก้าวร้าว รุนแรง ก่อความเดือดร้อน ไม่เคารพกฎหมาย บทบาทตรงนี้มันส่งผลกระทบอะไรกับชีวิตพี่บ้าง

จิตรา: อย่างวันนึงพี่จะต้องเดินทางไป ต่างประเทศ พี่ไปมอบตัวแล้ว แต่มันยังไม่ยกเลิกประวัติ พอไปถึงสนามบิน เราก็ต้องไปยื่นพาสปอร์ต ในระหว่างที่กำลังผ่านต.ม. เอ..ทำไมแถวอื่นผ่านไปหมดแล้ว แถวชั้นยังไม่ไปไหน คือไม่มีการบอกว่าเรามีปัญหาอะไรนะ จนตำรวจมาครบทีม ก็เรียกเราเข้าไป บอกว่าขอเชิญตัว คุณมีปัญหา โห.. เหมือนอาชญากรข้ามโลกยังไงไม่รู้ คนมองกันเต็ม แทนที่จะพูดกับเราดีๆ มาคนเดียวก็ได้ นี่มาเป็นทีม เชิญตัวเราไป เราก็บอกว่าเดี๋ยวบอกเพื่อนก่อน “ไม่ได้ ไม่ได้ ไม่มีสิทธิเลย ถ้าเคลียร์ไม่จบเนี่ย เดี๋ยวเอาตำรวจพาไปเข้าห้องขังเลย” ใช้เวลาเคลียร์อยู่เกือบครึ่งชั่วโมงได้ ตอนแรกนี่อารมณ์ดีนะ จะได้ไปเมืองนอก ผ่านช่องต.ม.ช้าๆ ร่ำลาเพื่อนๆ ที่ไหนได้ (หัวเราะ) โดนซะ

หลังจากเคลียร์จบ ตำรวจบอกว่า “แม่ง.. ค้ายา ฆ่าคนตาย ไม่ส่งรายชื่อให้กูจับ คดีแค่นี้ส่งรายชื่อให้กูจับ” (หัวเราะ) นี่ไงก็แค่เรียกร้องความเป็นธรรมในสังคม เราก็กลายเป็นผู้ก่อความวุ่นวาย บัญชีดำ ออกนอกประเทศไม่ได้

วิจักขณ์: ที่พี่โดนแบบนี้ ก็คือแค่ออกมาเรียกร้อง ออกมาชุมนุมประท้วง ตามปกติ

จิตรา: ใช่ ก็แค่นั้นแหละ ไม่ใช่ว่าไปแอบทำอะไรที่ไหน

วิจักขณ์: มันเป็นสมมติฐานที่ว่า คนดีๆเขาไม่ออกมาชุมนุมประท้วงกันตามท้องถนนหรือเปล่าพี่

จิตรา:
ก็คงจะใช่

วิจักขณ์: แล้วเวลาเจอแบบนี้มากๆ พี่เคยคิดจะเลิกทำ หรือเปลี่ยนกลยุทธ์บ้างมั๊ย

จิตรา: ต้องเข้าใจนะ ว่าการประท้วงมันคือการนำเสนอ มันคือการบอกว่าอะไรเกิดขึ้นกับเรา การประท้วงแบบแปลกๆ ก็คือการเรียกสื่อมา การประท้วงคือการบอกข่าว คือการตะโกนบอกว่าเกิดอะไรขึ้น การเดินบนท้องถนนก็ต้องคำนวณด้วยว่าเดินบนเส้นไหนคนจะเห็นเยอะ คนเห็นว่าฉันโดนอะไร การทำอะไรแปลกๆ ก็คือเรียกนักข่าวมาดูว่าฉันโดนอะไรมา ต้องการให้คนรับรู้ ร่วมรับรู้ความทุกข์ของเรา ถ้าเกิดว่ามีพื้นที่สื่อเพียงพอ คนทั่วไปตื่นตัว สนใจ และอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มันก็ไม่จำเป็นต้องออกมาเดินบนถนน เค้าก็ไปที่สื่อเพื่อไปบอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับเค้า เป้าหมายของการประท้วงก็คือการบอกข่าว การส่งสารว่าชั้นโดนกระทำอะไรมา


วิจักขณ์: แล้วพี่คิดยังไง อย่างในกรณีการชุมนุมประท้วงของคนเสื้อแดงที่ผ่านมา ถ้าคนทั่วไปที่เห็นการชุมนุมจะบอกว่า การสื่อสารของคนเสื้อแดงยังทำได้ไม่ดี สร้างความเดือดร้อน ความน่าหมั่นไส้เยอะกว่าสร้างความเข้าใจ คนกรุงเทพฯส่วนใหญ่ก็ยังไม่รู้เลยว่าเหตุผลจริงๆที่มาชุมนุมกันเพื่ออะไรกันแน่

จิตรา:
ไม่ต้องคนเสื้อแดงหรอก คนมาชุมนุมประท้วงก็ประสบปัญหานี้ประจำนะ อย่างกลุ่มผู้ใช้แรงงานเองพอเดิน ประท้วง ปิดถนน ก็จะโดนด่าประมาณว่า ปัญหาของคนกลุ่มเดียว ทำให้คนเดือดร้อนเยอะแยะ มีหลายอย่างที่เราโดนมา ทุกครั้งก็ต้องมาคิดว่าจะปรับการชุมนุมประท้วงยังไงให้คนเข้าใจเรามากขึ้นด้วย คือการชุมนุมประท้วงนอกจากการสื่อแล้ว ก็คือการหาแนวร่วมเพิ่มด้วย ถูกมั๊ย

อย่างพวกเราที่คิดทำกางเกงใน TRY ARM ขึ้นมา ก็คิดเรื่องนี้แหละ ลองทำกางเกงในซิ พอคนมาซื้อ เราก็เล่าเรื่องราวของเราให้เขาฟัง กางเกงในมาเป็นยังงี้ๆๆ [วิจักขณ์: ติดตัวเค้าด้วยนะ (หัวเราะ)] เออ..(หัวเราะ) มันก็เลยทำให้ได้รับการตอบรับจากสังคม บางทีบางคนอยากจะรู้ บางคนอยากจะร่วม แต่ด้วยเหตุปัจจัยอะไรก็แล้วแต่ เขาอาจจะร่วมไม่ได้ เขาก็ซื้อกางเกงในไปใส่ ในกรณีเสื้อแดง มาชุมนุมไม่ได้ ก็ใส่เสื้อแดงอยู่บ้านได้ อันนี้ต้องเข้าใจนะ การซื้อของซักชิ้น หรือแม้แต่การเลือกใส่เสื้อผ้า เลือกซื้ออาหาร มันเกี่ยวข้องโดยตรงกับจิตสำนึกทางสังคม

การประท้วงถ้าไม่อยากให้มันนำไปสู่ความรุนแรงมากขึ้นๆ จำเป็นต้องเปิดพื้นที่สื่อให้เค้าด้วย เพราะการประท้วงเป็นการเรียกร้องให้คนได้รับรู้เรื่องของเค้ามากขึ้น

วิจักขณ์: คนทั่วไปก็ต้องช่วยกันเปิดใจรับรู้ด้วย ไม่ใช่อะไรๆก็เซ็ง อะไรๆก็เบื่อ

จิตรา: ใช่



วิจักขณ์: แต่ดูเหมือนท่าทีของรัฐบาลไม่ว่าชุดไหนๆก็มักจะเป็นไปในทางตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับสิ่งที่ผู้ชุมนุมต้องการ นอกจากจะไม่ให้พื้นที่สื่อ ไม่ลงมาร่วมรับรู้ ก็มักจะเป็นไปในทางกังวลเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองมากกว่า ความจริงใจที่จะแก้ปัญหาก็ไม่ค่อยจะมี หนักเข้าก็มีการข่มขู่ หมายหัว และยิ่งบีบพื้นที่ของการชุมนุมเรียกร้องให้แคบลงเรื่อยๆ

จิตรา:
เพราะรัฐไม่วิเคราะห์ หรือแกล้งโง่ หรืออะไรก็แล้วแต่ เป้าหมายของการประท้วงคืออะไร เค้าต้องการให้สังคมรับรู้ปัญหาของเค้ามากขึ้น ต้องการหาแนวร่วมมากขึ้น จะทำยังไงที่รัฐไม่ไปยับยั้งสิ่งเหล่านี้ เพราะถ้าปิดกั้นยับยั้ง แรงบีบก็จะเจอแรงต้าน มันก็จะยิ่งหนักขึ้น หนักขึ้น

เพราะฉะนั้น เวลาเราไปดูการชุมนุมประท้วง เค้าวางแผนกัน ก็ต้องมีประเด็นเหล่านี้ คือ ทำยังไงให้สื่อมาทำข่าวมากที่สุด จะเดินตรงไหนให้คนเห็นเยอะที่สุด ไปตรงไหนที่คนจะสนใจเยอะที่สุด จะทำยังไงที่จะทำให้คนเป็นแนวร่วมให้ได้มากที่สุด ทุกครั้งที่เราวางแผนทำกิจกรรม ก็มีแค่นี้แหละที่ต้องการ เพราะเราก็เชื่อว่าสื่อก็จะนำสารของเราไปยังอีกฝ่าย เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ก็ต้องการให้สังคมไปช่วยกันบีบให้อีกฝ่ายยอมปรับ ยอมรับข้อเสนอที่เราเรียกร้อง ให้ทำในสิ่งที่เราอยากได้

วิจักขณ์: ความต้องการหลักของการชุมนุมประท้วง ก็คือ ให้สังคมได้รับรู้เรื่องราวความเดือดร้อนของเขา ไม่ใช่เรื่องของความรุนแรง อันนี้พี่ยืนยันได้

จิตรา: ถ้าเค้าชอบความรุนแรง เค้าก็คงไม่ไปเดินประท้วงตั้งแต่แรก เค้าก็คงตัดสินใจเอาปืนไปจ่อหัว ให้มันทำตามที่เราต้องการไปแล้ว

วิจักขณ์: คนก็อาจจะถามว่า แล้วทำไมถึงต้องไปก่อความเดือดร้อนให้คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่

จิตรา: แล้วถ้าชุมนุมกันเงียบๆในสวนสาธารณะ แล้วใครที่ไหนจะได้ยิน เมื่อสังคมมีท่าทีเพิกเฉยต่อปัญหา มันก็จำเป็นที่จะต้องกระตุกให้สังคมตื่นบ้าง แต่นั่นก็ไม่ใช่การใช้ความรุนแรง

วิจักขณ์: อยากถามความคิดเห็นพี่ ในฐานะที่พี่ไปเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดง อย่างคนที่เค้าสงสัยที่มาที่ไปของการชุมนุมครั้งนี้ ฟังพี่ก็อาจจะยังสงสัย จริงอยู่มันก็อาจมีคนที่มาเข้าร่วมการชุมนุมด้วยความเข้าใจแบบนี้ แต่ก็ยังน่าสงสัยว่าจะมีซักกี่คน ในเสื้อแดงจริงๆก็มีหลายกลุ่มมากที่มาเป็นแนวร่วม แต่คนที่มองจากข้างนอกเข้าไป ไม่รู้ล่ะ เค้าก็ต้องมองไปที่แกนนำก่อนเป็นอย่างแรก ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นนักการเมือง หัวคะแนน ดูการพูดการจา ดูข้อมูลต่างๆที่ยกมาปราศรัย แล้วมันไม่ค่อยน่าไว้วางใจเท่าไหร่ ก็อาจมีคำถามว่า คนที่มาชุมนุมโดนแกนนำปั่นหัวหรือเปล่า ถูกจ้างมาหรือเปล่า ถูกหลอกหรือเปล่า เป็นเครื่องมือให้ทักษิณหรือเปล่า สำหรับกลุ่มของพี่ พี่คิดยังไงถึงได้ตัดสินใจเข้าร่วมชุมนุมกับเสื้อแดง แน่ใจได้ยังไงว่าการร่วมชุมนุมครั้งนี้จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของพี่ได้จริงๆ

จิตรา:
อย่างที่บอกไปว่าการชุมนุมทุกครั้งมันก็มีอยู่สองเป้าหมาย เป้าหมายแรกก็คือ ต้องการที่จะสื่อข่าวสาร และสองคือต้องการแนวร่วมเพิ่ม แต่ที่เราไปร่วมกับเสื้อแดง เราไปเป็นแนวร่วมเพิ่มให้กับเค้านะ เราไม่ได้ไปช่วงชิงการนำอะไรนะ (หัวเราะ) เราไปเป็นแนวร่วมเพิ่มให้กับเค้า เพราะว่าเราเห็นประเด็นร่วม ประเด็นร่วมก็คือ เออ ถ้ามีการยุบสภา มันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง คดีของเราหรืออะไรที่เกี่ยวข้องกับเรา อาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้

วิจักขณ์: ความหมายของการเป็นแนวร่วม สำหรับชนชั้นกลางอย่างผมเป็นอะไรที่เข้าใจยากมาก เพราะในฐานะที่เรามีทางเลือก มันต้องดีพร้อมสิเราถึงจะเลือก คือเป็นผู้เลือก ไม่ใช่เป็นแนวร่วม อันนี้พี่บอกว่าไปเป็นแนวร่วมเพิ่มให้เขา การไปเป็นแนวร่วมของพี่ไม่ได้หมายความว่า พี่เห็นด้วยกับแกนนำทุกอย่าง หรือเห็นด้วยกับทุกกลุ่มที่มาเป็นแนวร่วมทุกอย่าง

จิตรา: ใช่ เราเข้าไปเป็นแนวร่วมในประเด็นที่เราเห็นด้วย ก็คือในเรื่องของการยุบสภา มันเป็นการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานที่จับต้องได้ ถ้ายุบสภา พอจะเลือกตั้งใหม่ เราก็มีโอกาสที่จะนำเสนอประเด็น อย่างนำเสนอว่าพรรคการเมืองที่เราจะเลือก ต้องมีนโยบายเกี่ยวกับสิทธิของคนงานให้ชัดเจนนะ เพราะว่าเราเคยนำเสนอประเด็นเหล่านี้ไปให้พรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลแล้ว เค้าก็ไม่จัดการอะไรให้เรา

แต่สิ่งที่สำคัญคือ เราก็ไม่ได้คาดหวังนะ ว่าถึงจะมีการเปลี่ยนแปลง ยุบสภาแล้ว ประเด็นของเราจะได้รับการดึงขึ้นไปแก้ปัญหาในทันที แต่ประเด็นหลักที่คิดว่าทำให้เราเข้าร่วมการชุมนุมก็คือ เราคิดถึงในแง่ของประชาธิปไตยด้วย อย่างน้อยสิทธิการชุมนุมขั้นพื้นฐานควรจะมี และรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ยังมาแบบไม่ชอบธรรม

วิจักขณ์: ก็คือพี่ก็มองไปในระยะยาวด้วยว่า การมาร่วมชุมนุมในครั้งนี้ มันจะมีผลถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในระยะยาว คือ สิทธิและพื้นที่ในการชุมนุมเรียกร้องของประชาชน และกติกาที่เป็นธรรมของประชาธิปไตย

จิตรา: ใช่ แล้วที่สำคัญนะ คิดว่าการต่อสู้ทางการเมือง มันไม่ค่อยมีพื้นที่ ไม่มีโอกาสบ่อยมากนัก บางทีการเข้าไปร่วมเนี่ย มันจะทำให้เรามองเห็นได้มากกว่าที่เราเคยเห็นมาก็ได้ การที่คนมารวมกลุ่มกันเยอะๆ เราได้มีโอกาสไปทำความรู้จัก ไปฟัง ไปพูดคุย ไปร่วมรับรู้ปัญหาของคนอื่น บางทีมันก็ทำให้เรามีมุมมองอะไรกว้างขึ้นได้

>> อ่านต่อหน้า ๒

ทุกข์ร่วมจึงร่วมทุกข์

ทุกข์ร่วมจึงร่วมทุกข์
สัมภาษณ์อ.ประมวล เพ็งจันทร์ (ตอนที่ ๑)
โดย วิจักขณ์ พานิช
๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๓



วิจักขณ์: จากความทุกข์ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยตอนนี้ ทำให้ผมมีคำถามเรื่องการสื่อสารธรรมะในสถานการณ์ที่ยาก หากผู้สื่อสารไม่ได้มีความละเอียดอ่อนในการเคารพความทุกข์ที่เกิดขึ้นตามที่เป็น บ่อยครั้งที่คำสั่งหรือคำสอนที่บอกกล่าวออกไปก็จะเป็นไปในลักษณะการกดหัว ปฏิเสธคุณค่าในความขัดแย้งที่เกิดขึ้น หรือไม่ก็ลอยตัวอยู่เหนือปัญหาไปเลย จึงกลายเป็นว่าศาสนายิ่งไปเพิ่มความเพิกเฉย ความขัดแย้ง หรือแรงบีบคั้น ให้กับผู้ทนทุกข์ ด้วยท่าทีอันก้าวร้าวแบบทรงธรรม ถ้อยคำประเภท “ปล่อยวาง” “ให้อภัย” “คนไทยรักกัน” ที่โยนให้กันจากท้องฟ้า ได้ลงมาทับหัวใครตายบ้างก็ไม่รู้

ประมวล:
ในความขัดแย้ง ผมเป็นคนหนึ่งที่จะไม่ใช้คำพูดว่า จงปล่อยวาง แม้แต่สมัยที่ผมเป็นอาจารย์ และอยู่ในสถานะที่จะอบรมสั่งสอนคน เพราะผมมีความรู้สึกได้อันหนึ่งก็คือ มันไม่ได้ง่ายอย่างภาษาที่เราพูด คนที่เขาอยู่ในปัญหาหนักๆแล้วจู่ๆจะไปบอกให้เขาปล่อยวางและวางเฉย มันฟังดูเป็นเรื่องตลก ในทัศนะของผมหรือในความรู้สึกลึกๆของผมก็คือ ต้องเผชิญกับมันสิ คุณต้องเผชิญกับมัน ขณะที่เราต้องเผชิญ มันเหมือนมีความกลัวอยู่ในใจเรา แล้วเราจะปล่อยวางความกลัวนั้นได้อย่างไรล่ะ ...มันกลัว (หัวเราะ) ไม่รู้จะว่ายังไง แต่มันกลัว ใครจะบอกว่า “อย่ากลัว” ก็ไม่ได้อีก เพราะว่ามันกลัวจริงๆ

ในเรื่องของความรู้สึก ไม่ว่าจะต่อท้ายว่า เรารู้สึกกลัว รู้สึกโกรธ รู้สึกแค้น รู้สึกรัก ผมเข้าใจว่ามันอยู่ในอาการเดียวกันก็คือ เมื่อมีเหตุปัจจัยบางอย่าง มันก็เกิด และก็ไม่ง่ายหรอกที่จะบอกว่าคนมีธรรมะ เข้าใจธรรมะ แล้วจะรู้จักปล่อยวาง โอเคนะ ก็ใช่ ถ้ารู้ในลักษณะลึกซึ้งจริงๆ อาจจะลงไปถึงจุดๆหนึ่งที่เราสามารถใช้คำว่าปล่อยวางได้ ซึ่งนัยความหมายคงไม่เหมือนกับคนที่ใช้ความคิดพูดว่าปล่อยวางสิ

อย่างในความสัมพันธ์ ในชีวิตคู่ เวลาคนสองคนทะเลาะกัน มันก็ไม่ใช่เรื่องความผิดในความหมายที่จะตัดสินว่าใครผิด แม้ว่าถ้าคนสองคนตัดสินใจเลิกรากันไปแล้วก็ตาม แน่นอนว่ามันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้น แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ที่สุดแล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องว่าใครผิดแล้วต้องไปประณามอีกฝ่ายหนึ่ง

วิจักขณ์: เพราะทั้งสองก็เป็นส่วนร่วมของความสัมพันธ์ มันมีนัยที่ไม่สามารถแยกขาดจากกันได้ ไม่ว่าจะเป็นยามที่รักกัน หรือยามที่ขัดแย้งกัน

ประมวล:
ใช่เลย เหมือนกับว่าเราร่วมกันทำกิจกรรมอันหนึ่ง อาจจะเป็นการลงทุนทำธุรกิจค้าขาย แล้ววันหนึ่งธุรกิจมันขาดทุน โอเคถ้าเป็นเรื่องไม่ซื่อสัตย์ ใครโกง ใครตุกติกนั่นก็ต้องว่ากันไป ปรับแก้ ตักเตือนกันไป แต่ถ้ามันไปถึงจุดที่ทำกันต่อไปไม่ได้ แล้วเราจะไปโทษหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งว่าขาดทุนเพราะเขาทั้งหมดเนี่ย ผมเข้าใจว่ามันก็คงไม่ใช่

วิจักขณ์: นี่คือนัยของการร่วมทุกข์หรือเปล่าครับอาจารย์

ประมวล:
ใช่ เรารักกันได้ เราเกลียดกันได้ ก็เพราะความสัมพันธ์ที่ร่วมกันอยู่ ดังนั้นการให้อภัยจึงไม่ได้มีความหมายง่ายๆเพียงแค่ ฉันไม่ถือโทษคุณแล้วนะ ผมว่าไม่ใช่... ให้อภัยคือ ความรู้สึกบางสิ่งบางอย่างที่เราไม่กลัวที่จะเผชิญกับสิ่งนั้น เราไม่กลัวที่จะรับผลของสิ่งสิ่งนั้น เราไม่กลัว ทั้งๆที่หลายครั้งยามที่เราอ่อนแอถึงที่สุด ยามที่เรารู้สึกเหมือนถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรามักจะเลี่ยงไม่ได้ที่จะคิดไปว่า เราคงทำได้เพียงแค่นี้ พอดีกว่าถ้าเป็นแบบนี้ แต่แล้ววูบหนึ่งที่เราได้ให้อภัยต่อผู้ที่กระทำกับเรา ความคิดเหล่านั้นก็ถูกสลัดทิ้งไป เราสามารถกลับสู่คำอธิษฐานในใจของเราได้

วิจักขณ์: พอให้อภัยได้ ปล่อยความกลัวที่เรามีต่อสิ่งนั้นไปได้ ก็เหมือนกับว่าเราได้ความเป็นมิตรกับสิ่งนั้นกลับคืนมา

ประมวล: ความเป็นมิตร (เน้นเสียง) ความรู้สึกอะไรบางสิ่งบางอย่างที่เราพร้อมจะแบกรับผลของสิ่งนี้ เมื่อเราให้อภัย เราก็ไม่หวั่นเกรงที่จะแบกรับผลของสิ่งสิ่งนี้

ในชีวิตจริงๆ ผมคิดว่าผมไม่ได้ปล่อยวาง (หัวเราะ) หลายเหตุการณ์ ผมยังมีความสำนึก ไม่ได้ลืมเลย หากย้อนกลับไปได้อาจมีสิ่งที่ผมอยากกลับไปแก้ไข แต่เมื่อมันเป็นไปไม่ได้ ผมรับได้ ไม่มีปัญหา แต่ก็ไม่ใช่ว่าผมจะใช้อารมณ์นี้ได้กับทุกคนหรือกับทุกสถานการณ์ บางสถานการณ์เราก็มองเห็นว่าเราต้องทำอะไรสักอย่าง เพราะเราถูกกระทำมากไปแล้ว เราก็รู้สึกโกรธ แต่มันเป็นเรื่องเดียวกันหากเราจะอธิบายในมิติทางด้านจิตใจที่ลึกซึ้ง ก็คือการไม่กลัวที่จะเผชิญกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้ปล่อยวางทิ้ง แต่เราสามารถทานทนกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าเราจะเลือกที่จะรับไว้เองในใจหรือเลือกจะทำอะไรสักอย่าง

วิจักขณ์:
ถ้าอย่างเรื่องการเมืองตอนนี้ สำหรับกลุ่มคนที่เขาอาจรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ คนเสื้อแดงที่มาชุมนุมประท้วง ถูกสลายการชุมนุม ต้องกลับบ้านไป บางคนอาจมีญาติมีเพื่อนที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิต อาจารย์กำลังบอกว่าถ้าเขายังรู้สึกโกรธ คับแค้น ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้

ประมวล: ใช่ เข้าใจได้

วิจักขณ์:
คนทั่วไปมักจะคิดว่าการให้อภัย คือ ให้อภัยแก่คนที่กระทำทำกับเรา ยกโทษให้เขา แต่หากจะมองให้ลึกซึ้งลงไปตามที่อาจารย์พูดมาตะกี๊ การให้อภัยดูจะเป็นการปลดปล่อยตัวเราจากการผูกยึดกับการกระทำของคนอื่น พูดง่ายๆก็คือเราได้ปลดปล่อยความกลัว จากเดิมที่เราเอาทั้งหมดของตัวเราไปผูกติดไว้กับสิ่งที่คนอื่นกระทำกับเรา ด้วยโซ่ตรวนของความเกลียดกลัว การให้อภัยดูจะเป็นหนทางหนึ่งในการคืนศักดิ์ศรีให้กับตัวเราเองด้วย ไม่กลัวที่จะยอมรับบทเรียนอันเจ็บปวดที่เกิดขึ้น และไม่กลัวที่จะเผชิญปัญหาต่อไป หรือแม้แต่จะต่อสู้ทางการเมืองต่อไป การให้อภัยได้เป็นการเปิดพื้นที่ให้กับพลังทางสติปัญญาเข้ามามีบทบาทแทนที่ความโกรธเกลียดได้

ประมวล: ล่าสุดวันนี้ น้องคนขับรถที่มารับผม เขาเป็นคนเสื้อแดง พอขึ้นมานั่งซักพัก เขาก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์อย่างมีอารมณ์ ตำหนิด่าประณามรัฐบาลปัจจุบัน ว่าไม่เห็นทำอะไร อยู่เป็นรัฐบาลมา ก็คือภาษาที่เรารู้ๆอยู่นะครับ ผมฟังแล้วก็มีความรู้สึก “เออใช่สิ น่าเห็นใจเขาน่ะ” ในภาษานี้ ความรู้สึกของคนกลุ่มหนึ่งก็คือ เจ็บปวดกับความหมายที่ถูกผลิตสร้างขึ้นมาสำเร็จรูปแล้วเนี่ยว่า คุณทักษิณทำงานอุทิศเสียสละให้กับประเทศ จนกระทั่งปลดหนี้ไอเอ็มเอฟได้ สามารถจะที่ทำให้เกิดความเจริญทางเศรษฐกิจ ทั้งๆที่ประเทศไทยกำลังจะล้มละลาย คุณทักษิณเข้ามาช่วยกู้วิกฤติไว้ได้ แล้วอยู่ๆวันดีคืนดีก็มีคนมาไล่เขาไป ความรู้สึกเจ็บปวดนี้ ใช่เลย (เน้นเสียง) เป็นความรู้สึกที่เจ็บปวด แล้วมันไม่รู้ว่าจะแสดงออกยังไง

วิจักขณ์: ก็คือต้องเข้าใจในภาษาที่เขาพูด ต้องเข้าใจในข้อมูลของเขา (ประมวล: ใช่ ใช่) ในโลกของเขา ในภาษาของเขา (ประมวล: ต้องเข้าใจเลย ต้องเข้าใจเลย) ถึงจะเห็นใจเขาได้

ประมวล: เพราะสิ่งนั้นเขาอุตส่าห์พูดออกมา มันเป็นความหมายที่มีอยู่ในใจเขาจริงๆ

วิจักขณ์:
ไม่ใช่ว่าเราไปตัดสินเขา ด้วยข้อมูลที่เรามี ไปบอกว่าเขาได้ข้อมูลมาผิด

ประมวล: อย่างนั้นไม่ได้ ถ้าเราไม่ฟังเขาสิ มันเหมือนกับว่า เราไม่เห็นใจเขาเลย ที่เขาพูดมา มันเป็นความหมายนะ ภาษาที่สื่อออกมา มันเป็นความหมายที่อยู่ในใจของเขาจริงๆ

ผมก็นั่งฟังเขา สิ่งเหล่านี้มันเจ็บปวดมาก เขายังพูดต่ออีกว่า สำหรับเขาประเทศไทยต้องไปไกลกว่านี้แล้วนะ พม่า เขมรเราก็ยังสู้เขาไม่ได้ ซึ่งภาษานี้ผมนั่งฟังเขามาตลอด คุยกับเขาในความหมายนี้ ร่วมเจ็บปวดกับเขา ซึ่งจริงๆแล้วผมอาจไม่ได้คิดแบบนั้น อาจคิดต่างจากเขาก็ได้

วิจักขณ์: คืออาจารย์ก็อาจจะมีข้อมูลอีกชุดหนึ่ง

ประมวล: ใช่...ผมก็มีข้อมูลอีกชุดหนึ่ง ข้อมูลชุดนี้ไม่ได้บอกว่าคุณทักษิณดีเลิศ แต่ในข้อมูลชุดนี้ผมก็มีพื้นที่ให้กลุ่มอื่นๆ แม้ผมจะเห็นด้วยกับฝ่ายหนึ่ง ผมก็ยังมีพื้นที่ให้กับการรับฟังฝ่ายอื่นๆได้ เหมือนว่าถ้าพ่อกับแม่ของผมทะเลาะกัน ไม่ได้หมายความว่าผมรักพ่อแล้วผมต้องเกลียดแม่ ถ้าผมเห็นใจพ่อ แล้วผมต้องปฏิเสธความรู้สึกที่แม่มีต่อพ่อ

ในกรณีอย่างนี้ มันไม่ใช่เรื่องว่าสีใดถูกหรือสีใดผิด แต่คำถามคือเรามีความเห็นใจให้กับคนเหล่านั้นอย่างจริงๆ ความเห็นใจบางทีมันก็พูดง่าย คนก็ชอบพูดกัน “ผมเห็นใจคุณนะ แต่คุณไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น” (หัวเราะ) อ้าว...นั่นก็แสดงว่าไม่ได้เห็นใจจริงน่ะสิ ถ้ายังบอกว่าคุณไม่ควรเป็นอย่างนั้น ก็ยังแสดงว่ายังไม่ได้เห็นใจอะไรเขาเลย

วิจักขณ์:
ปากบอกเห็นใจ แต่ที่จริงแล้วแอบให้ของแถม (หัวเราะ)

อ.ประมวล: (หัวเราะ) เหมือนกับผมเห็นใจคุณนะที่คุณต้องสูบบุหรี่ แต่...บุหรี่มันไม่ควรสูบน่ะ คุณเลิกเหอะ (หัวเราะ) อย่างนั้นผมก็ไม่ได้เห็นใจอะไรคุณจริงๆหรอก ผมก็พูดไปอย่างนั้นเองว่าผมเห็นใจ การที่จะเห็นใจได้ เราต้องเข้าไปร่วมอยู่ในโลกของเขา เพราะจริงๆแล้วคนที่สูบบุหรี่ มันมีความหมายต่อเขา (เน้นเสียง)

วิจักขณ์:
ใช่ บุหรี่มันเป็นโลกของเขา

อ.ประมวล: มันเป็นโลกของเขา คุณจะเอาเรื่องสุขภาพมาพูด เขาไม่ได้คิดเรื่องสุขภาพ แต่เขาคิดเรื่องอะไรบางอย่างที่อยู่ในใจของเขาตอนนั้น เขาสูบบุหรี่แล้วมัน...(วิจักขณ์: สบายใจ) ... สบายใจ เพราะฉะนั้นคำพูดที่ว่า ผมเห็นใจคุณที่คุณสูบบุหรี่ แต่ว่าคุณเลิกซะดีกว่า ...อย่างนั้นไม่ต้องพูด

ในกรณีเหตุการณ์บ้านเมืองก็เหมือนกัน คำว่าเห็นใจคนเสื้อแดง เห็นใจคนที่มาชุมนุม คำว่าปรองดอง มันพูดง่าย แต่ถ้ามันไม่ได้เป็นอย่างนั้น อย่างนั้นก็ไม่ต้องพูด ถ้าเห็นใจก็คือ คุณรู้สึกจริงๆ รู้สึกเจ็บปวดร่วมกับคนเหล่านั้นจริงๆ ถึงขั้นที่พูดออกมาเป็นคำไม่ได้ ที่การต่อสู้ครั้งนี้มันจบลงแบบนี้ ความเจ็บปวดแทนที่มันจะคลี่คลาย เพราะเราได้ข้ามพ้น เราทำกิจบางอย่างสำเร็จ แต่กลายเป็นว่ามันยิ่งเจ็บปวดหนักขึ้นไปอีกแบบนี้ จะพูดว่าเห็นใจโดยไม่เปิดเข้าไปร่วมอยู่ในทุกข์กับเขาแล้ว อย่างนั้นไม่พูดจะดีกว่า

สัมภาษณ์: วิจักขณ์ พานิช
๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๓

ความเป็นมิตรที่หายไปในธรรมะ

ความเป็นมิตรที่หายไปในธรรมะ
สัมภาษณ์อาจารย์โกวิท เอนกชัย (เขมานันทะ) (ตอนที่ ๒)
โดย วิจักขณ์ พานิช
๒ มิถุนายน ๒๕๕๓


วิจักขณ์: ตอนนี้กระแสปฏิบัติธรรมกำลังมาแรงครับอาจารย์ ธรรมะเดี๋ยวนี้มีดีลิเวอรี่ แถมมีปีก คู่มือฮาวทูบรรลุธรรมในเจ็ดวันก็มี สแกนกรรมก็ได้ อาจารย์ว่าพุทธศาสนาแบบนี้จะไปไหวหรือไปไหนเหรอครับ

เขมานันทะ: คนสมัยก่อนเขาไม่อวดเก่ง อวดดีกันในธรรม หากจะมีสิ่งที่เขาภาคภูมิใจ คือการเป็น “ศิษย์มีครู”

วิจักขณ์: คือ ภูมิใจว่าเป็นศิษย์มีครู ไม่ได้ภูมิใจว่าฉันเก่ง

เขมานันทะ: พูดได้เต็มปากว่าฉันเป็น “ศิษย์มีครู” อันนี้ไม่ได้เป็นการอวดว่าครูเก่งหรือครูดังด้วยนะครับ แต่เป็นการบอกว่าครูของเราอบรมเรามา ขัดเกลาเรามา เคี่ยวเข็ญเรามา ครูเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง

วิจักขณ์:
แล้วถ้าศึกษาพุทธศาสนาโดยไม่มีครูล่ะครับ อ่านหนังสือเอา ฟังเทศน์เอา ศึกษาพระไตรปิฎก กราบพระพุทธเจ้าเอาก็ได้

เขมานันทะ: ไม่มีครู จะว้าเหว่เกินไปครับ ฉันมาเดี่ยว ฟังดูเท่ห์ แต่ว่าจริงๆไม่เป็นอย่างนั้นครับ จริงๆเราต้องการเพื่อน และเพื่อนก็ต้องการเราด้วยครับ ดังนั้นจะเรียกว่าช่วยสังคมหรืออะไรก็สุดแท้ เราควรจะให้ชีวิตเรามีส่วนร่วมกับชีวิตคนอื่น แล้วความเป็นมนุษย์ของเราก็คงจะถูกพัฒนาขึ้นมาจากจุดนั้น น้อมใจเราให้รู้จักให้ รู้จักรับ รู้จักขอ เขาไม่ให้ก็ไม่โกรธ บุคลิกภาพเยี่ยงนี้ไม่อาจพัฒนาได้ที่อื่นครับ นอกจากกับคนใกล้ชิด คนที่อยู่ใกล้ที่สุด

วิจักขณ์: ที่ผมมองเห็นชัดก็คือ เวลาเรียนกับครูเนี่ย มันทำให้เราได้เรียนความเป็นมนุษย์จากครูด้วย

เขมานันทะ:
ใช่ครับ ใช่ ถูกต้องเลยครับ ความเป็นมนุษย์นั้นเป็นหน่อ เป็นเพียงเมล็ดพันธุ์เท่านั้น ยังต้องเอามาเพาะ สร้าง บำรุงเลี้ยงดู จนกระทั่งเติบใหญ่ขึ้นมา และสิ่งที่เข้ามาค้ำจุนก็คือเพื่อนครับ คำว่าเพื่อนเป็นคำที่ซึ้งใจที่ สุดเลยครับ เราจะรู้เลยว่า เมื่อเราไม่มีเพื่อน เราไม่มีทุกสิ่ง “ปรารถนาสารพัดในปฐพี เอาไมตรีแลกได้ดังใจจง” สุนทรภู่ว่าไว้ครับ

ไม่ใช่อวดดีนะครับ แต่ผมคิดว่า เราดีแต่สร้างเกราะหุ้มตัวเองไว้ รู้เขาให้มากที่สุด แล้วให้เขารู้เราน้อยที่สุด โอกาสที่จะชนะมีอยู่ มิตรภาพมันเลยกลายเป็นรูปนี้ไป

วิจักขณ์:
ทุกครั้งที่ฟังอาจารย์พูดถึงท่านอาจารย์พุทธทาส ผมจะรู้สึกเหมือนกับท่านอาจารย์มายืนอยู่ข้างๆ อีกอย่างคือผมชอบมองไปที่ตาของอาจารย์ ขณะที่อาจารย์พูดถึงครู ประกายตาดูมีความคิดถึง ความโหยหา ขณะเดียวกันก็มีความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญอยู่ในนั้น รู้สึกได้ว่าอาจารย์มองท่านอาจารย์เป็นครูจริงๆ ...คือเป็นมนุษย์

แต่ทุกวันนี้หลังจากมรณภาพไปแล้ว ท่านอาจารย์พุทธทาสดูจะถูกนับถือยกย่องในความสมบูรณ์แบบ เหมือนจะถูกยกไว้ราวกับเทพไปแล้วนะครับ สุดท้ายก็กลายเป็นว่าไม่มีใครสามารถคิดต่าง หรือ ปฏิบัติในแนวทางที่ต่างออกไปได้เลย กลายเป็นว่าสวนโมกข์ทุกวันนี้ไม่มีพื้นที่สำหรับความหลากหลายสักเท่าไหร่

เขมานันทะ: เป็นคำถามที่น่าสนใจนะครับ เมื่อเราไปเยี่ยมสวนโมกข์ เราถูกต้อนรับเป็นมิตร หรือว่าเป็นบริวารคนใหม่ ต่างกันนะครับ (นิ่งเงียบนาน)

มิตรที่ดีเป็นเหมือนแผ่นดินที่เชื่อมกันเป็นผืนเดียว แต่มิตรที่ไม่ดีก็เป็นเหมือนรอยร้าวของชีวิต ศัตรูคือมิตรที่แปรพักตร์ไปเท่านั้น ถ้ายังไม่แปรพักตร์ ก็ไม่ใช่ทั้งมิตร ไม่ใช่ทั้งศัตรู

วิจักขณ์: มิตรที่ดีก็ต้องตักเตือนกันได้ด้วยใช่ไหมครับ

เขมานันทะ: ครับ มิตรที่ดีต้องตักเตือนกันได้ วิพากษ์วิจารณ์ได้ ท่านอาจารย์สวนโมกข์เป็นแบบอย่างตรงนี้มาก แต่ชาวพุทธบ้านเรามักมองการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการคุ้ยเขี่ย สร้างปัญหา หรือไม่ให้ความเคารพ แต่จริงๆแล้วการวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิ่งดีนะครับ

การวิพากษ์วิจารณ์ เป็นการขมวดปม เพราะถ้าไม่มีใครช่วยขมวดปมให้ เราจะงงมาก เราจะสับสนมากๆว่าอะไรเป็นอะไร การปล่อยวางทั้งที่ยังไม่เห็นการถักทอของปมปัญหา ย่อมไม่สามารถนำมาซึ่งปัญญาได้


................

วิจักขณ์: ตะกี๊อาจารย์บอกว่า “ศัตรูคือมิตรที่แปรพักตร์ไป”

เขมานันทะ: ถ้ายังไม่เป็นเพื่อนกันนี่ ศัตรูก็ไม่เกิดครับ

วิจักขณ์: แล้วในสถานการณ์ตอนนี้ คือจริงอยู่ คนไทยอาจจะเคยรักกัน แต่มาถึงตอนนี้คนไทยก็ไม่ได้รักกันนัก เมื่อรู้สึกเป็นศัตรูกันไปแล้ว ธรรมะจะกลับมาทำให้เป็นมิตรได้ง่ายดายแบบในมิวสิควีดีโอเลยเหรอครับ

เขมานันทะ: ความขัดแย้งนี่เป็นจุดที่มิตรภาพแบกทานไม่ไหวครับ ขัดแย้งมากเข้าก็แตกกัน เหมือนกับคนเล่นไพ่ มองแง่หนึ่งเป็นเพื่อนกัน มองอีกแง่หนึ่งกำลังจะกินกัน

วิจักขณ์:
แล้วถ้าจะให้ศัตรูกลับมาเป็นมิตรล่ะครับ

เขมานันทะ:
เป็นเรื่องที่นับว่าน่าอนุโมทนา ถ้าทำให้ศัตรูกลายเป็นมิตรได้ นับว่าวิเศษเลยครับ แต่ในลักษณะสังคมที่แบ่งกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน พอแตกจากกลุ่มนี้ก็ไปเข้ากลุ่มโน้นครับ ดูการเมืองเป็นตัวอย่าง การย้ายพรรคย้ายกลุ่มต่างๆ พรรคกลายเป็นที่หลบหลีก ....เลี่ยงที่จะเปลี่ยนนิสัย

พี่หนึ่ง (เพื่อนร่วมสนทนา): แล้วถ้าเราจะฝึกการให้ความปรารถนาดีกับคนที่เราไม่ชอบ จะต้องเริ่มยังไงครับ

เขมานันทะ: เป็นอุดมการณ์ของชาวพุทธนะครับ ที่ปรารถนาดีแม้แต่กับศัตรู หรือกับคนที่เกลียดเรา เป็นอุดมการณ์ เป็นเสมือนธงที่โบกพลิ้วว่าเราจะถือหลักกันแบบนี้ เราจะวางท่าทีกันแบบนี้ แต่ในภาคปฏิบัติเราก็ไม่สามารถทำได้เท่าที่อุดมการณ์เราวางไว้ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาครับ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ยอมรับได้

วิจักขณ์: คือก็ต้องยอมรับให้ได้ด้วย ว่าตอนนี้มันก็เป็นแบบนี้ เรายังมีข้อจำกัด เรายังมีอคติต่อกัน

เขมานันทะ: ใช่ครับ

วิจักขณ์:
มันเหมือนว่าเราเคยรักกันมาก่อน แต่จะให้กลับมารักกันอีกในตอนนี้มันยาก เพราะหลายอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว ต้องทำความเข้าใจกันใหม่

เขมานันทะ: ความเชื่อที่ว่าคนรักกัน คือ คนที่เคยพบกันมาแล้วเมื่อชาติปางก่อน มีเสน่ห์ในทางศาสนามาก เราเคยร่วมศรัทธากันมาแล้ว ถ้าบุคคลเชื่อก็มีผลจริงเหมือนกัน เช่นคนรักจะแยกจากกันไป คิดไปว่ารักกันมาตั้งกี่ภพชาติแล้ว จะเลิกร้างหมางเมินกันไปได้อย่างไร

แต่นี่เรากลับใช้เหตุผลในกรณีหนึ่ง(ตอนเกลียดกัน) แต่เราใช้ศรัทธาในอีกกรณีหนึ่ง(ตอนรักกัน) มันจึงโยกโคลงไม่แน่นอน ชาวพุทธเป็นแบบนี้ครับ แต่โดยข้อเท็จจริงนั้นหลายเรื่องเราปฏิบัติกันอยู่แล้ว เช่น นาย ก นินทา นาย ข เราไปเจอนาย ก นาย ก ถามว่านาย ข นินทาอะไรชั้น เราช่วยโกหกให้ เปล่าเค้าไม่ได้ว่าอะไร เราโกหกแต่ว่ามันเกิดผลดีขึ้นมา หรือกรณีที่คุณพ่อสูบบุหรี่แล้วสอนลูกว่าอย่าสูบนะ ผมมองว่ามีเหตุผลด้วยอำนาจของความรักและหวังดีต่อลูก เขายังอุตส่าห์ห้ามนะ แต่โลกสมัยใหม่ไม่เป็นอย่างนั้นครับ ลูกจะสวนกลับเลยว่าพ่อยังทำไม่ได้ อย่ามาพูดเลย ความสัมพันธ์ฉันมนุษย์ก็สิ้นสุดลงครับ เมื่อสื่อกันไม่ได้ก็จบ แต่สำหรับผมการปกป้อง คนที่เรารักเป็นกิจที่น่าสรรเสริญ เพราะมันทำให้ความหมายของคำว่าความรักเต็มเปี่ยมขึ้นมาเสมอ

วิจักขณ์:
คือ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็ยังคงรักษาศรัทธาในความเป็นมนุษย์ของกันและกัน เพื่อที่การสื่อสารจะเกิดขึ้นต่อไปได้

เขมานันทะ: ครับ

วิจักขณ์: แล้วอาจารย์เห็นด้วยมั๊ยครับ ว่าเอาชนะใจศัตรู คือ เขาตบแก้มซ้ายเรา เราก็ยื่นแก้มขวาให้เขาตบ

เขมานันทะ: ไม่ใช่เป็นการประชดประชันนะครับ

วิจักขณ์: (หัวเราะ) ไม่ได้ประชดครับ เอาจริงๆ คือ เรายอมถูกกระทำเพื่อเอาชนะใจศัตรูให้ได้

เขมานันทะ: ความเป็นไปได้มีเสมอนะครับ ...และความเป็นไปไม่ได้ก็มี เป็นพื้นฐานของมัน ขึ้นกับบุคคลนั้นๆ [วิจักขณ์: (หัวเราะ) ..เขาอาจจะฆ่าเราก็ได้] คนบางคนกล้าหาญ ชอบท้าทาย แต่คนบางคนไม่ชอบครับ คนไม่เหมือนกัน

แต่ยังไงเสีย ความเกลียดก็เป็นสิ่งที่น่าชิงชังที่สุดครับ มันรู้จักยาก ถ้าไม่แม่นยำในวิปัสสนาแล้วจะมองไม่เห็น ความเกลียดมันทำลายความสุข ทำลายความยุติธรรม มันเหมือนแบคทีเรีย เราเกลียดใครนี่บรรยากาศสูญเสียหมดเลยครับ เรานั่งคุยกับเพื่อนอยู่ เราเห็นบุคคลที่เราเกลียดเดินเข้ามา ดอกไม้ถึงกับกลายเป็นของเหม็นไปเลย

ความเกลียดความชิงชัง ที่จริงมันทำลายจิตใจของเจ้าตัวนั่นเองครับ เวลาเกลียดใคร คนที่ถูกเกลียดไม่รู้เรื่องด้วย

วิจักขณ์: มีธรรมะเพื่อรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ท่ามกลางความขัดแย้งนี่ยากเหมือนกันนะครับ อาศัยความกล้า ความอดทน ความพากเพียร ความซื่อตรง จนหัวจิตหัวใจกว้างใหญ่ มั่นคง อ่อนโยน เป็นมิตร เหนือเหตุเหนือผล เหนือถูกเหนือผิด มันยากจนหลายคนอาจขอพึ่งอย่างอื่นที่ง่ายกว่า เพราะไม่อยากทนทุกข์ไปแบบนี้ สมัยอาจารย์หนุ่มๆ อาจารย์เคยมีประสบการณ์ในไสยศาสตร์ หรือมนต์ดำบ้างมั๊ยครับ

เขมานันทะ: ไสยศาสตร์ตามตัวแปลว่า ศาสตร์ที่ดีกว่า คือดีกว่าไม่มีครับ สมมติว่าเราต้องเดินทางไปคนเดียวในที่เปลี่ยว ต้องทำไสยศาสตร์ครับ อย่างควานช้างจะไปหาช้างตัวใหม่ ก็ต้องทำพิธีไสยศาสตร์ เพื่อความเชื่อมั่น ต้องทำพิธี

วิจักขณ์: ทำไว้ดีกว่าไม่มี หรือทำไว้ดีกว่าไม่ทำ

เขมานันทะ: แต่บางท่านแปลไสยศาสตร์ว่า ศาสตร์แห่งการหลับ ก็ได้เหมือนกัน แต่ดูแล้วแปลตามใจฉันเสียมากกว่า

วิจักขณ์: แสดงว่าไสยศาสตร์ก็มีประโยชน์ของมัน

เขมานันทะ: แน่นอนครับ มันขึ้นกับเจตนารมณ์ในการกระทำนั้น ไสยศาสตร์นั้นเรื่องหนึ่ง พิธีนั้นอีกเรื่องหนึ่ง ชาวบ้านนั้นสนใจไสยศาสตร์ไม่มากเท่าสนใจในพิธี ยิ่งไม่รู้เท่าไหร่ก็ยิ่งขลังเท่านั้น

เมื่อสองวันนี้มีคนหนึ่งอยู่ในซอยเดียวกันนี้เพิ่งซื้อรถคันใหม่ เขาขับมาขอให้ผมเจิม ผมก็เจิมให้ บอกว่าคาถาประจำรถคือ “ขับอย่าประมาท” ดูแกจะงงๆอยู่ครับ (หัวเราะ)

พี่หนึ่ง (เพื่อนร่วมสนทนา): อาจารย์ต้องพูดเป็นภาษาบาลีมั๊งครับ จึงจะเกิดความขลังขึ้นมา ทำให้เขาไม่รู้ว่าอาจารย์ทำอะไรกับรถของเขาอยู่ (หัวเราะ)

เขมานันทะ: (หัวเราะ) ผมไม่กล้าถึงขนาดนั้นครับ คือเราช่วยให้เขาพ้นจากความกลัวนะ แม้ชั่วคราว แต่ถ้าให้ชักนำไปในทางมืดอีก ไม่เอาด้วยครับ

วิจักขณ์:
ดูแล้วไสยศาสตร์กับพุทธนี่มันต่างกันนิดเดียวเองนะครับ ไสยศาสตร์ดูจะขับเคลื่อนจากความกลัว แต่พุทธนั้นขับเคลื่อนด้วยความกล้า ...ความกล้าเผชิญ กล้ายอมรับความจริง

เขมานันทะ: เป็นการอธิบายที่ดีครับ

วิจักขณ์: แต่ว่าดูภายนอกก็อาจจะคล้ายกัน ไม่ต่างกันเท่าไหร่

เขมานันทะ: ถ้าไม่ดูให้ดี มันปะปนกันได้ครับ

วิจักขณ์: แล้วที่คนใช้ไสยศาสตร์มุ่งร้ายต่อกัน เช่น สาปแช่ง เล่นของ มนต์ดำ มุ่งหวังชีวิตผู้อื่น แต่พุทธศาสนาบอกว่าคนที่มีธรรมะ ถึงแม้จะโดนสาปแช่ง โดนอาฆาตมาดร้าย ก็ยังปลอดภัย...

เขมานันทะ: ผมเห็นด้วยครับ

วิจักขณ์: อาจารย์อธิบายยังไงครับ เพราะคนที่โดนสาปแช่ง โดนของนี่ก็มีนะที่โดนจริงๆ ชีวิตตกต่ำย่ำแย่จริงๆ แล้วคนที่มีธรรมะรอดจากเกมไสยศาสตร์ตรงนี้ได้ยังไง

เขมานันทะ: เรื่องทางโลกขึ้นอยู่กับความเชื่อนะครับ ฝ่ายตรงข้ามก็ต้องเชื่อในแนวทางเดียวกันจึงจะมีผลครับ ถ้าคนหนึ่งพูดภาษาจีนอีกคนพูดภาษาลาว ไม่มีผลเลยครับ อย่างคัมภีร์พิชัยสงครามของพม่ากับไทยนี่ เล่มเดียวกันครับ ใช้ร่วมกัน ดังนั้นเมื่อฝ่ายไทยประกอบพิธีอะไรก็มีผลต่อฝ่ายพม่า เพราะเค้าเรียนคัมภีร์เดียวกันมา

วิจักขณ์: ถ้าให้ละเอียดลงไปในเรื่องของจิตใจ เหมือนว่าถ้าใช้ภาษาของความเกลียดชังด้วยกัน ก็ใช้กันได้ แต่ถ้าคนหนึ่งพูดภาษาของความเกลียดชัง แช่งมา แล้วเราพูดภาษาของความรัก ตอบไป มันก็ไม่มีผลต่อกัน เพราะมันพูดกันคนละภาษา

เขมานันทะ: สังเกตได้แม่นยำทีเดียวครับ

วิจักขณ์:
แต่ขณะที่เราพูดกันคนละภาษา ถ้าจะได้ผลจริงอาจต้องไปสู่อีกขั้นหนึ่ง คือ การเข้าไปเรียนภาษาของเขาและแปลเป็นภาษาของเราได้ด้วย รับฟังความเกลียดชังของเขาได้ด้วยความเข้าใจ พร้อมที่จะเดินเข้าไปหา และแปรเปลี่ยนความเกลียดชังนั้นเป็นพลังของความรักได้ อย่างนั้นหรือเปล่าครับ

เขมานันทะ: ใช่ครับ คล้ายๆว่าต้องรู้เขารู้เรา อย่างพิธีตัดไม้ข่มนามของพม่า ตอนสู้กับอังกฤษ ทำกันอย่างเอาจริงเอาจัง ฝรั่งไม่เข้าใจความหมาย มันเอาปืนยิงตู้มเข้าไป วิ่งหนีกันแทบไม่ทัน เรียกได้ว่า หากจะได้ผลจริงต้องรู้ทางกันและกัน แต่หากจะให้ลึกซึ้งไปกว่านั้น ก็ต้องรู้ให้ถึงใจของกันและกัน นั่นถือเป็นหลักชัย ที่ต้องอาศัยการก้าวเดิน



สัมภาษณ์: วิจักขณ์ พานิช
ร่วมสนทนา: พี่หนึ่ง มงคลชัย กับ พี่เบิร์ด อนุรักษ์
๒ มิถุนายน ๒๕๕๓

..........................................

บ้านตีโลปะ www.tilopahouse.com


Share

อย่าปล่อยให้ธรรมะลอยนวล

อย่าปล่อยให้ธรรมะลอยนวล
สัมภาษณ์อาจารย์โกวิท เขมานันทะ (ตอนที่ ๑)
โดย วิจักขณ์ พานิช
๒ มิถุนายน ๒๕๕๓



วิจักขณ์: ตอนนี้โลกของธรรมะกับการเมืองมันไกลกันเกินไปมั๊ยครับอาจารย์ ธรรมะเอาไปใช้อะไรได้บ้างในเหตุการณ์ความวุ่นวายแบบนี้

เขมานันทะ: ช่วงที่ผ่านมาบทบาทของพุทธศาสนาน้อยเกินไปครับ พุทธบริษัทน่าต้องร่วมกันทำอะไรมากกว่านี้

วิจักขณ์: ที่ว่าทำน้อยไปนี่ ควรจะทำอะไรดีครับ

เขมานันทะ: มันไม่น่าจะเป็นเรื่องส่วนบุคคลนะครับ โดยแง่มุมทางสังคม พุทธศาสนาควรเป็นหนึ่งในสถาบันที่มีการเคลื่อนไหว และการเคลื่อนไหวของพุทธบริษัทต้องมีลักษณะพิเศษ แบบเมื่อ ๔๐ ปีที่แล้ว มีการเดินขบวนประท้วงของชาวมุสลิมที่ปัตตานี น่ากลัวและน่านับถือมากครับ คือเขามีระเบียบในการประท้วง สวดมนต์เสียงน่ากลัวทีเดียว แต่ก็น่าเกรงขาม แล้วก็ได้ผลครับ คือทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เคยข่มขู่ชาวมุสลิมยั้งมือได้ ของเรายังไม่เคยคำนึงถึงพลังของมนตรา อาจเป็นเพราะว่าพุทธศาสนาในเมืองเราตอนนี้อยู่ในช่วงเฉื่อยชา กินดีอยู่ดีกันเกินไป แต่ถ้าเราร่วมใจกันทำอะไรสักอย่าง ผมว่ามีผลนะ อย่างน้อยทำให้คนที่ลังเลอยู่ หรือหาเช้ากินค่ำอยู่เริ่มตระหนักว่านี่มันเกี่ยวข้องกับเราด้วย

ปฏิบัติการข้อแรกคือ การทำความเข้าใจพลังของศาสนธรรมที่ประเทศชาติของเราสังกัดอยู่นะครับ อองซานซูจีพูดดีนะ พูดว่าต้องใช้ความรักสำหรับการเมือง แต่ว่าความรักพูดแบบนี้ค่อนข้างเลื่อนลอย ความรักความเมตตาดูดีมีอุดมการณ์ แต่จริงๆมีความเลื่อนลอยในตัวมันเอง [วิจักขณ์: เลยใช้ไม่ได้ผล] ...ไม่ได้ผลตั้งแต่ต้นมือเลย

แต่พุทธศาสนาผมว่ามีพลัง พลังไม่ได้อยู่แค่พระสงฆ์นะครับ ผู้หนุนพระสงฆ์คือญาติโยม เมื่อ ๓๐ ปีก่อนที่มีการประท้วงเรื่องชาวนา พระมหาจัด คงสุข เป็นพระรูปแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่ออกหน้านำขบวนชาวนาประท้วงรัฐบาล เรื่องรายละเอียดยังไงจำไม่ได้แล้ว แต่ผลทำให้คนตื่นตัวมากครับ ที่มีส่วนร่วมก็มี ที่คัดค้านประณามมหาจัดก็มี ซึ่งเป็นอาการการตื่น ....คือทั้งชมทั้งด่าแสดงว่าใช้ได้ (หัวเราะ)

วิจักขณ์: (หัวเราะ) เห็นด้วยเลย

เขมานันทะ: สมัยนั้นการคิดไม่เหมือนเพื่อนก็เป็นคอมมิวนิสต์

วิจักขณ์:
สมัยนี้ก็เป็นแดงหมดครับ (หัวเราะ)

เขมานันทะ:
(หัวเราะ) ครับ... สมมติเล่นๆนะว่าญาติโยมนำโดยพระกลุ่มหนึ่ง เดินขบวนไปเงียบๆ สวดมนต์ไปด้วย ผมว่ามีผลนะ ความศรัทธาในพุทธธรรมตอนนี้ยังหลับอยู่ ยังไม่มีศรัทธาในตัวพระรัตนตรัย ในความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง ก็เลยพลัดไปสู่การเป็นเทวดา เป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์ โดยแตะต้องไม่ได้น่ะครับ

วิจักขณ์:
ที่ว่าเดินขบวนนี่ เดินเพื่ออะไรครับ

เขมานันทะ: เพื่อปลุกสิ่งที่หลับอยู่ครับ

วิจักขณ์: ปลุกอะไรครับ

เขมานันทะ: ปลุกผู้คน ปลุกสำนึกของคน

วิจักขณ์: ปลุกให้ออกมาทำอะไรครับ

เขมานันทะ: แค่ปลุกครับ แค่ปลุกให้ตื่น ผมเชื่อว่าเมล็ดพันธุ์ของพุทธะซ่อนอยู่ในตัวทุกคน ยังไม่ถึงเวลาที่เขาจะแสดงศรัทธาที่แท้จริงออกมา แล้วก็ยังไม่มีแบบอย่าง เขาก็เลยลังเลที่จะเข้าร่วมในทางบวก “ปลุก” ในที่นี้ หมายความว่า เกิดการตระหนักขึ้นมาถึงประโยชน์ของบ้านเมืองอย่างแท้จริงน่ะครับ ผมคิดว่าคนไทยก็เหมือนคนในหลายๆประเทศ ที่ชอบเอาอย่างกัน ถ้ามีกลุ่มริเริ่มสักกลุ่มหนึ่งที่กล้า เป็นไปได้ทีเดียวที่ความรู้สึกที่กว้างกว่าเดิมจะตื่นขึ้น

วิจักขณ์: ตรงนี้อาจมองได้ว่า ถ้ามีกลุ่มที่ริเริ่มลงไปสัมผัสปัญหา กล้าที่จะลงไป เข้าไปเชื่อมกับผู้คน นัยของการเดินที่อาจารย์ว่า ดูจะให้แง่มุมของการร่วมรับรู้ รับฟัง ทำความเข้าใจ เป็นการเข้าถึงตัว เข้าถึงชุมชน เข้าถึงความทุกข์ของคน เป็นการปลุกให้ตื่นจากความเกลียด ความกลัวที่มีต่อกัน การปลุกศรัทธาในพระรัตนตรัย จริงๆก็คือ การปลุกศรัทธาในความเป็นมนุษย์นั่นเอง คืนศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์ให้แก่กันด้วยการลดอคติ แล้วเดินเข้าไปหา

เขมานันทะ:
แม่นยำมากครับ

วิจักขณ์:
แต่ดูเหมือนที่ทำๆกันอยู่ตอนนี้ พอปลุกได้แล้วก็ขอปั่นความคิดของตัวเองไปด้วย ไม่ได้แค่ปลุกอย่างเดียว

เขมานันทะ: ก่อนอื่นเราต้องตระหนักว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นเพียงอุบายเท่านั้นเอง ไม่ใช่ตัวสัจธรรม เป็นเพียงข้ออธิบายสัจธรรม ประสบการณ์ในสัจธรรมเป็นสิ่งที่แต่ละคนจำต้องเข้าถึงด้วยตนเอง ไม่มีใครสามารถมาบอกกันได้

วิจักขณ์:
เป็นปัญหาใหญ่เลยครับอาจารย์ เราต่างถูกชี้นำในสัจธรรมมากไป แม้แต่ในพุทธศาสนา


(เงียบนาน)
............

อ.เขมานันทะ: สงสัยจะต้องงอกใหม่... เอาพันธุ์ใหม่มา...

วิจักขณ์: ไม่รู้ว่าจะมีพื้นที่ให้งอกหรือเปล่านะครับ ของเก่ามันรกเหลือเกิน

เขมานันทะ:
การประสานสิ่งดี คือ หัวใจของมหายาน แล้วก็ความเคร่งครัดเอาจริงเอาจังมีระเบียบแบบแผนของเถรวาท น่าจะประสานกันได้ ดังที่องค์ทะไลลามะเคยทำอยู่ช่วงหนึ่ง

วิจักขณ์: คืออาจารย์ยังเชื่อว่า หากพุทธบริษัทออกมาร่วมกันทำอะไรสักอย่างอย่างจริงจัง ก็น่าจะมีผลต่อกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้

เขมานันทะ: ช่วงชีวิตผมยังไม่เคยเห็นการประท้วงที่สุภาพและถ่อม ส่วนใหญ่ก็ชูกำปั้นทั้งนั้น ซึ่งแสดงออกถึงอารมณ์โกรธ และไร้สติด้วยครับ อย่างผู้นำคนหนึ่งพูดผ่านจอโทรทัศน์พาดพิงถึงนายกฯว่า “ไม่ยิงทิ้งน่ะบุญเท่าไหร่แล้ว” อย่างนี้ไม่ใช่การประท้วงด้วยปัญญาแล้วครับ เด็กเล็กๆจะคิดยังไงไม่รู้นะครับ ตะกอนเหล่านี้จะซุกซ่อนอยู่ แล้วไปผลิดอกออกผลเอาในวันหน้า ความเกลียดออกงามขึ้นแล้วในใจคน ในการชุมนุมประท้วงหากเต็มไปด้วยอารมณ์โกรธ จิตที่ปรานีย่อมไม่ปรากฏ

วิจักขณ์:
พุทธศาสนาในบ้านเราเน้นไปที่ชุดภาษาของ “ความรู้” มากไปหรือเปล่าครับ เน้นแต่ปัญญา ไม่ค่อยจะได้ยินพูดถึงความเมตตากรุณาสักเท่าไหร่

เขมานันทะ: ถ้าเราจะเอ่ยถึงคำว่าเมตตากรุณาในบรรยากาศของชาวพุทธ จะต้องประกอบด้วยปัญญาครับ คำว่าเมตตา วิริยะ ศรัทธาอะไรเนี่ย เป็นศัพท์ทั่วไป ปัญญาแสดงถึงกระบวนการค้นหาความหมายของคำ

อันนี้จึงสำคัญ ถ้าคว้าผิด ไปคว้าสิ่งบัญญัติเป็นปรมัตถ์นี่ก็ยุ่งเลย อย่างที่เซนเรียกว่านิ้วที่ชี้ไปที่พระจันทร์ เรียกได้ว่าพลาดโอกาสไปทั้งชีวิตเลย แทนที่จะได้ดูพระจันทร์ที่นิ้วชี้บ่งถึง กลับไปจับเอาที่นิ้ว การเห็นแต่นิ้วก็ยิ่งทำให้ปกปิดความจริง

คำว่าเมตตามีรากศัพท์ของมันนะครับ คือ มิตตะ

วิจักขณ์: เป็นมิตร....

เขมานันทะ: เป็นมิตร หรือเป็นมิตรด้วยครับ

วิจักขณ์: ที่อาจารย์บอกว่าเมื่อมีเมตตาต้องมีปัญญาด้วย คือเป็นมิตรแล้วก็ยังต้องทำความเข้าใจ ดูแล้วคำว่าปัญญาก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นลอยๆได้ใช่มั๊ยครับ

เขมานันทะ: เลื่อนลอยเกินไปครับ ถ้อยคำที่คนหนุ่มสาวใช้กัน “ฉันรักคุณ ฉันรักคุณ” มันเลื่อนลอยมากเลยนะครับ หมายความว่าอะไรไม่รู้ แต่ในความไม่รู้นั้น เรารู้สึกว่าเราเข้าใจอะไรบางอย่างได้บางระดับ แต่ไม่ใช่ทั้งหมดครับ ดังนั้นเวลาพระพุทธเจ้าแสดงธรรม ท่านจะพูดทบไปแล้วก็ทวนมา ทบไปแล้วก็ทวนมา เพื่อใจจะค่อยๆน้อมลงไปค้นหาความหมายที่แท้จริงของคำให้ได้ เพื่อให้ใจเป็นนายเหนือถ้อยคำ และพระพุทธองค์เองก็ทรงเป็นเช่นนั้น

วิจักขณ์:
ปัญญามันค่อยๆฉานฉายออกมา จากการที่เราลงไปในถ้อยคำที่สื่อถึงประสบการณ์...

เขมานันทะ: (ไม่รอให้พูดจบ) แล้วสุดท้ายก็ไม่มีคำที่จะพูดออกมา พอเราซาบซึ้งอะไรได้มากจริงๆ เราไม่มีถ้อยคำพูดเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นบุคคล ญาติพี่น้อง ครูบาอาจารย์ เป็นศิษย์หรืออะไรก็ตาม หรือแม้แต่ดอกไม้ ก็พูดไม่ออกบอกไม่ได้ครับ ยิ่งละเอียดอ่อนไปสู่เรื่องความงาม ความดีด้วยแล้ว ยิ่งต้องหุบปากนิ่ง แล้วเป็นอย่างนั้นจริงๆนะครับ เพราะส่วนใหญ่เรามักใช้ภาษาในการโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งเป็นเรื่องน่าหนักอกหนักใจมาก เป็นการหลอกลวงอย่างมีระบบ พูดง่ายๆคือการหลอกน่ะครับ (นิ่งนาน)

ทุกวันนี้การพูดเรื่องความดีงามกลายเป็นการโฆษณาเกินจริงเสียโดยมาก...


สัมภาษณ์: วิจักขณ์ พานิช
๒ มิถุนายน ๒๕๕๓


Share

r