งานเขียน

ทุกข์ร่วมเพราะผูกพัน

ทุกข์ร่วมเพราะผูกพัน
วิจักขณ์ พานิช

          เมื่ออาทิตย์ก่อนเอแบ็คโพลได้รายงานผลสำรวจ ๑๐ อันดับแรกของแนวทางลดความเครียด (ของคนกรุงเทพ) ในสถานการณ์ขัดแย้งทางการเมือง  “อันดับแรก คือพยายามไม่ยึดติดกับกลุ่มการเมืองใดๆ อันดับสอง ปล่อยวาง ยอมรับสภาพความเป็นจริง อันดับสาม หลีกเลี่ยงการเข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง อันดับที่สี่ ลด-งดพูดคุยเรื่องการเมืองกับคนอื่น และอันดับที่ห้า ลด งดติดตามข่าวสารทางการเมืองทางสื่อต่างๆ ส่วนรองๆ ลงไปคือ ติดตามรายการบันเทิงคลายเครียดให้มากขึ้น พูดคุยปรึกษาปัญหาความเครียดกับคนในครอบครัว คนใกล้ชิด หาที่พึ่งทางศาสนา ฝึกสมาธิ และเลือกติดตามข่าวสารเฉพาะสื่อที่อยู่ฝ่ายเดียวกับตนเอง” (ที่มา: นสพ.ไทยรัฐ ๗ มีนาคม ๒๕๕๓)

          วิธีที่ถูกอ้างถึงเต็มไปด้วยคำประเภท “ไม่ยึดติด ปล่อยวาง ยอมรับสภาพ หลีกเลี่ยง ไม่เข้าร่วม ลด งด...” จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นถนนในกรุงเทพโล่งเป็นประวัติการณ์ คนกรุงเลือกที่จะขังตัวเองอยู่กับบ้าน ไม่ออกมารับรู้เรื่องราวความขัดแย้ง หรือหากจะรับรู้ก็ขอเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์อยู่ห่างๆ อันเป็นแนวทางการ “ลดความเครียด” ที่ได้ผลของคนกรุงเทพ

          น่าเศร้าที่แนวทาง “ลดความทุกข์ สร้างความสุข” ได้กลายเป็นแนวโน้มของการไม่เผชิญปัญหา เบี่ยงเบนจากการเข้าไปสัมผัสความทุกข์ (หรือร่วมทุกข์) ด้วยตนเอง โดยอาศัยความช่วยเหลือของเทคโนโลยี สื่อ และสิ่งบันเทิง ที่ได้ช่วยพาให้ผู้คนเบี่ยงและแยกตัวเองออกมาจากความทุกข์เป็นผู้เฝ้าดู ผู้วิเคราะห์ ผู้ติเตียน ผู้รู้ หรือผู้เทศนาสอนสั่ง ไม่ว่าจะแยกตนเป็นขั้วตรงข้ามหรือเป็นกลางๆ บางคนอาจเลือกที่จะบอกตัวเองว่า “ฉันไม่เอาเหลือง ไม่เอาแดง ไม่เอาความรุนแรง ฉันสนับสนุนสันติวิธี (??)” ซึ่งพอจะสร้างความดูดีมีหลักการ แต่ก็อาจเป็นเพียงอีกลักษณะหนึ่งของการปิดซ่อนภาวะความกลัวที่จะเผชิญกับปัญหา

          พุทธศาสนาไม่ได้สอนให้เราเพียงแค่ “หาทางดับทุกข์” หรือ “ลดความเครียด” แล้วทำใจให้เบิกบานมีความสุข เพราะหากคำสอนทางพุทธศาสนามีสาระอยู่แค่นั้น สิ่งที่เรียกว่าการปฏิบัติธรรมขัดเกลาตนคงไม่ได้นำไปสู่ “ความตื่น” ได้อย่างจริงแท้ คงเป็นได้แค่การภาวนาตอแหลที่ทำๆกันไปหลับๆตื่นๆเพื่อปัดปัญหา เมื่อผู้ปฏิบัติไม่กล้าที่จะเข้าไปสัมผัสความทุกข์และเหตุแห่งทุกข์ด้วยตนเอง ธรรมะที่ใช้พ่นใส่กันก็กลายร่างเป็นเครื่องมือทางสังคมหรือทางการเมือง ที่คล้ายๆจะบอกว่าอีกฝ่ายเป็นความทุกข์และฉันเป็นผู้ดับทุกข์ ความทุกข์อยู่นั่น ฉันอยู่นี่ เป็นความทุกข์กับฉันอันแยกเป็นสองสิ่งที่ไม่สามารถกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน เพราะใจที่ไม่กล้าเผชิญ

          หากเป็นเช่นนั้นปัญหาความขัดแย้งหรือความทุกข์ร่วมทางสังคมก็ไม่มีทางไปสู่หนทางแห่งการคลี่คลายได้เลย ทุกคนต่างก็แยกตัวเองออกมา ส่วนความทุกข์ที่หนักหนาก็ไม่ได้ถูกรับรู้ เราไม่เคยได้ตระหนักว่าแท้จริงแล้วปมความขัดแย้งเกิดขึ้นเพราะความผูกพัน ความทุกข์ความโกลาหลนั้นเป็นสภาวะธรรมดาของการอยู่ร่วมกันที่ไม่ได้เป็นปัญหาเลย แต่การเพิกเฉย ไม่รู้ไม่ชี้ ไม่คุยกัน แล้วหันก้นออกมาจากความทุกข์นั้นต่างหากที่ได้ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งทางความคิดอันไม่มีที่สิ้นสุด

          คำถามจึงไม่ใช่อยู่ที่เมื่อไรความทุกข์จะหมดไป(ซะที) แต่อยู่ที่จุดเริ่มต้นของใจที่พร้อมจะเปิดเข้าไปสัมผัสและสัมพันธ์ความทุกข์ในแง่มุมที่หลากหลายมากขึ้น ก้าวออกมาจากการเป็นผู้ตัดสิน ผู้วิเคราะห์ ผู้สังเกตการณ์ แล้วลองเอาตัวเองเข้าไปคลุกคลีและสัมพันธ์กับปัญหาด้วยตัวของเราเอง เปลี่ยนสภาพของพุทธศาสนาที่แหยอย่างก้าวร้าว (passive aggressive buddhism) ไปสู่พุทธศาสนาแห่งความตื่นของการเข้าไปสัมพันธ์อย่างรู้เท่าทัน (engaged buddhism) 

          ทัศนคติในการร่วมทุกข์น่าจะนำมาซึ่งการปรับท่าทีที่มีเมตตาต่อกันมากขึ้นต่อทุกข์ร่วมที่ทุกคนในสังคมก็เป็นส่วนหนึ่ง ลดเลิกการใช้คำสอนทางศาสนาเป็นอาวุธเพียงเพื่อรักษาสถานภาพก่อนเก่า (status quo) ของตนเอาไว้ เพราะกลัวว่าความขัดแย้งจะทำให้วิถี “ลดทุกข์ สร้างสุข” ของตนมีอันต้องหยุดชะงัก

          ลองกลับไปหาเอแบ็คโพลกันอีกสักรอบ คงจะดีไม่น้อยหากด้วยความกล้าเผชิญต่อปัญหา สิบอันดับแนวทางลดเครียดของคนกรุงเทพจะมีประมาณว่า  ๑) หากจะอยู่กับกลุ่มการเมืองใดก็ขอให้ใช้สติปัญญาของตนอย่างเต็มที่ต่อกลุ่มการเมืองนั้น ด้วยการยึดมั่นบนหนทางแห่งสัจจะ ๒) ปล่อยวางการยึดมั่นทางความคิดที่มีต่อฝักฝ่าย แล้วเปิดใจเรียนรู้และรับฟังกันและกันให้มาก ๓) มีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์โดยไม่ใช้ความรุนแรง แสดงเสียงของตนในฐานะประชาชนคนหนึ่ง และพร้อมเปิดรับเสียงที่แตกต่าง ๔) นั่งล้อมวงสนทนาแลกเปลี่ยนทางการเมืองโดยไม่ใช้ความรุนแรงทางวาจา ไม่ใช่แค่วงด่า วงนินทา หรือวงระบายอารมณ์ มีการร่วมกันตั้งคำถาม แลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก และติดตามประเด็นร่วมกันในวงสนทนา ๕) ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ติดตามข่าวสารโดยใช้สติปัญญารู้จักแยกแยะ และตรวจสอบข้อเท็จจริง อีกทั้งหาโอกาสไปรับรู้สถานการณ์จริงด้วยตนเอง ไม่หมกมุ่นอยู่กับสื่อที่ปลุกปั่น ใช้ถ้อยคำผรุสวาท หรือให้ข้อมูลที่เข้าข้างเพียงฝ่ายเดียว

          นอกจากนั้นการรักษาสมดุลด้านอื่นๆ เช่น การมีเวลาว่างให้กับตัวเองได้อยู่เงียบๆ ปิดทีวี ปิดคอมพิวเตอร์ พูดคุยทักทายคนรอบข้าง เดินเล่นในสวนสาธารณะ ฝึกฝนจิตใจให้คลายจากการเอาตัวเองหรือเอาสิ่งใดภายนอกตัวเป็นศูนย์กลางของจักรวาล มีพื้นที่ว่างในใจให้กับทั้งสุขและทุกข์ด้วยใจที่ตื่นรู้และกล้าเผชิญ ต่างก็เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่จะทำให้เราสามารถดำรงอยู่ในใจกลางของความโกลาหลด้วยสติและปัญญา และไม่ว่าความขัดแย้งในสังคมจะดำเนินต่อไปอีกนานเท่าไร เราก็พร้อมที่จะก้าวทีละก้าวไปด้วยกัน ค่อยๆคลี่และคลายปมความขัดแย้งที่ผูกและพันกันไปทีละปม ไม่มัวเอาความเผารนทนไม่ได้ในใจไปก่อร่างสร้างปมใหม่ให้ผูกแน่นเพิ่มขึ้น และไม่เพิกเฉยดูดาย ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ทับถมเป็นปมอวิชชาอันฝังลึก ที่วันหนึ่งก็พร้อมจะระเบิดขึ้นมาเป็นปัญหาที่สืบเนื่องทวีคูณต่อไปอีกไม่รู้จบ

   


เรียนรู้ด้วยใจอย่างไร้คอก

เรียนรู้ด้วยใจอย่างไร้คอก
โดย วิจักขณ์ พานิช
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๓

กระบวนการเรียนรู้ใจตัวเองเป็นเรื่องแปลก แปลกที่ว่าหากเผลอเมื่อไร ใจเราก็มักจะสร้างคอกของ “ความรู้ (แล้ว)” ไว้เป็นหลักอ้างอิงให้กับตัวมันเองอยู่เสมอๆ ความรู้ที่ว่านี้อาจใช้การได้ดี และอาจขายได้อยู่พักใหญ่ แต่ไม่นานนักความรู้ก็จะกลายเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งยวดต่อกระบวนการเรียนรู้ ของใจ

ธรรมชาติของใจไม่มีคอก ไม่มีขอบเขตแม้กระทั่งเรื่องของความถูกผิด นั่นคือเหตุที่ว่าทำไมใจจึง (ง่าย) งาม ใจจึง (ปกติ) ดี และใจจึงกว้างขวางยิ่งนัก จนเราสามารถไว้วางธรรมชาติของใจได้อย่างไม่มีเงื่อนไข ทั้งนี้ขอเน้นย้ำว่าเราไว้วาง “ใจ” ไม่ใช่เอาใจไปวางไว้ (ในคอก)

คอกที่ว่านี้มีด้วยกันหลายรูปแบบ ความร่ำรวยมีชื่อเสียง เกียรติยศ ปริญญา สถานะ ความเด่น ความดัง และความสำเร็จ ถือเป็นคอกลักษณะหนึ่งที่เราชอบเอาใจไปวางไว้ ของรักของชอบ ความสุข ความสมหวังในชีวิต และเพื่อนฝูง ก็เป็นอีกลักษณะหนึ่ง และอีกแบบหนึ่งที่ลึกซึ้งขึ้นไป ก็คือเรื่องของความรู้ความเข้าใจ สติปัญญา และความดี (ความงามและความจริง) ที่ยิ่งใจเดินทางไปไกลมากเท่าไร คอกเจ้ากรรมก็ดูจะมีความเจ้าเล่ห์ยิ่งขึ้น ดูดียิ่งขึ้น เชื้อชวนและชวนเชื่อยิ่งขึ้น จนเราอดไม่ได้ที่จะพักใจไปวางไว้ในคอก แต่หากเรายังรู้ใจตน นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาที่มืดมนอะไร

ใจของแต่ละคนผ่านการเดินทางมาแสนยาวนาน พักบ้าง ตื่นบ้างไปตามเรื่องตามราว ทว่าความสุขสูงสุดทางจิตใจ คือการที่ใจได้เรียนรู้ที่จะปลดโซ่ตรวนที่ล่ามอิสรภาพของใจไปทีละน้อย ชั่วขณะของความสุขทางจิตวิญญาณ คือการที่เราได้เข้าไปสัมผัสสายลมแห่งอิสรภาพที่ผ่านพัด และการเดินทางก็ยังมีต่อไปด้วยความโหยหาของใจที่จะเข้าถึงอิสรภาพโดยสมบูรณ์ สู่ธรรมชาติเดิมแท้ของใจที่ไร้การปรุงแต่ง ดังนั้นแม้เราจะแอบเอาใจไปพักไว้ในคอกบ้างเป็นครั้งคราว แต่เมื่อใดที่เราได้กลับมารู้ใจตัวเองแล้ว เราก็ควร “ออกนอกคอก” เสีย แล้วเดินทางต่อ

การเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ คือการบ่มเพาะความเชื่อมั่นของ “ใจนอกคอก” ดวงนี้ ด้วยความรู้จิตรู้ใจของตัวเอง เคราะห์ดีที่เราๆ เกิดมาเป็นคนที่มีร่างกาย เราจึงไม่ต้องมัวดูดาย นิ่งดูใจไปอย่างแอบๆ และแอ็บสแตรค การรู้จิตรู้ใจจึงฝึกฝนกันได้แบบคนเดินดินธรรมดา ด้วยการบ่มเพาะความรู้เนื้อรู้ตัว ที่ทำให้ใจนอกคอกดวงนี้ปกติตั้งมั่น จนรู้ทันตัวเองได้ในทุกย่างก้าว

และเมื่ออุตส่าห์ลงมาเดินดินกันแล้ว ไม่ว่าความเป็นคนมันจะดูห่วยขนาดไหน มันจะเจ็บขนาดไหน มันจะร้อนรุ่มขนาดไหน มันจะซาบซ่านขนาดไหน มันจะหลงไปไกลใครบ่นอะไรก็ไม่ได้ยิน สิ่งเร้าเข้ามากระทบ อารมณ์ผุด ความรู้สึกโผล่ หรือแม้แต่ความโหยหา ความปรารถนา ตัณหาราคะ ความโกรธ ความเกลียด อิจฉาริษยา อยากจะฆ่าใคร ก็ไหนๆ เหตุปัจจัยก็เอื้อให้สิ่งเหล่านี้ที่ยังคงเหลืออยู่ในใจ ได้ขึ้นมาให้เราเห็นกันจะๆ แล้ว เราจะมัวหนีไปไย แล้วเราจะไปเอาคอกที่ไหนมากดเก็บและกีดกันภาวะเหล่านี้เพื่อจะได้เอาใจไป เก็บใส่ไว้อีก

บางคนอาจจะกล้าๆ กลัวๆ แล้วแก้ตัวไปขุ่นๆ ว่า “ก็เข้าใจอ่ะนะ แต่เอาเป็นว่าฉันจะลองมองหาคอกดีๆ ก็แล้วกัน” คอกที่ดูดีจึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อเอาไว้ผูกใจที่กล้าๆ กลัวๆ เป็นภาวะของความกึ่งดิบกึ่งดีทางปัญญาที่ดูเผินๆ ออกจะน่าหลงใหลอยู่ไม่น้อย ทว่ายิ่งคอกดีมากเท่าไร ใจก็ดูจะยิ่งถูกปิดกั้นจากการรู้ใจตนมากเท่านั้น

การเรียนรู้ของใจจะเกิดขึ้นได้ ก็แต่ในคอกห่วยๆ เท่านั้น คอกที่มีขึ้นเพียงชั่วคราวบนรากฐานของความเข้าใจในความยิ่งใหญ่ของ “ใจนอกคอก” คอกที่คอยโอบอุ้มให้ใจที่กล้าๆ กลัวๆ ได้รู้จักความกล้าและความกลัวตามที่เป็น ไม่มีมาตรฐานผ่านเกณฑ์ ไม่มีกดดันบีบคั้น ไม่มีรางวัล พันธสัญญา หรือปริญญาบัตร (หรือหากจะมีก็มีไปขำๆ) เพราะจิตวิญญาณแห่งการแสวงหา คือการเข้าถึงใจตน ไม่ใช่ไปเอาใจใคร เป็นการเรียนรู้เพื่อเข้าใจ ไม่ใช่การเรียนรู้เพื่อเอาใจ (หรือเอาแต่ใจ) คอกห่วยๆ จึงสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งห่วยเท่าไรก็ยิ่งดี เป็นคอกห่วยดีที่หลวม สด ดิบ ง่าย ไม่ซับซ้อน พร้อมที่จะถูกแหกออกเพื่อหลีกทางให้กับใจนอกคอกได้ออกไปโลดโผนยามที่ใจพร้อม หากคอกเกิดพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้วยใจอะไรขึ้นมา ก็น่าจะอ่อนน้อมถ่อมตัวเป็น “ศูนย์นอกคอก” ที่รวมความหลากหลายของใจทั้งในคอกและนอกคอก ใจในคอกที่ยอมรับถึงข้อจำกัดของใจตน จนไม่ยกตัวตนไปข่มใคร และไม่พยายามเอาใครมาใส่คอก และใจนอกคอกที่เห็นใจเหตุปัจจัยภายในคอก สื่อสาร สัมพันธ์ บนรากฐานของความจริงใจ จนเส้นแบ่งระหว่างนอกและในหายไปจนศูนย์ไม่กลายเป็นคอก

แล้วการเรียนรู้ของใจก็จะเดินทางต่อไป บนหนทางแห่งความไม่รู้ (แล้ว) ที่ยิ่งก้าวไป ใจก็ยิ่งอ่อนน้อม พร้อมที่จะเผชิญกับทุกภาวะ ทุกผู้คน ทุกเหตุการณ์ ทุกปัญหา ทุกความสับสน ทุกสุข ทุกทุกข์ ที่ผ่านเข้ามาอย่างรู้ใจตน เกิดเป็นความเข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ก่อเกิดเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่เพื่อไทย เพื่อใคร หรือเพื่ออะไร ไม่มีเป้าหมาย ไม่มีอะไรทั้งนั้น มีก็แต่เพียงเส้นทางของ “การเรียนรู้ด้วยใจ” อย่างที่ไม่มีคอกใดจะเอาอยู่

กระบวนทัศน์กับการภาวนา

กระบวนทัศน์กับการภาวนา
โดย วิจักขณ์ พานิช
โพสต์ทูเดย์ คอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้
วันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๒

โดยแก่นสาระของการฝึก สมาธิภาวนานั้นไม่มีอะไรมากมาย ขอเพียงผู้ฝึกมีความซื่อตรงและมั่นคงกับประสบการณ์การฝึกของตัวเอง อย่างที่เรียกว่า เรียลลิสติค (realistic) คือ ภาวนาเพื่อการขัดเกลาจิตใจตนเองจริงๆ ไม่ได้มาภาวนาเพื่อได้นั่นได้นี่ เห็นนั่นเห็นนี่

เรื่อง นี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะหากความทะเยอทะยานยังติดเนื้อติดตัวเรามา การภาวนาก็จะเป็นไปในทิศทางของความทะเยอทะยานนั้น อาจจะกล่าวได้ว่า "ภาวนา" เป็นคำกลางๆ ที่บ่งบอกถึงการเรียนรู้ใจตน ซึ่งในทางปฏิบัติก็จะแตกต่างกันไปตามอารมณ์ของผู้ฝึก  บ้างก็อาจจะมาด้วยอารมณ์หวังผล อารมณ์บรรลุเป้าหมาย อารมณ์อยากได้ความสงบ อยากมีความสุข  ยาก ที่จะหาผู้ที่มาภาวนาเพื่อภาวนา เรียนเพื่อเรียน เปิดใจรับฟังประสบการณ์อย่างปราศจากสัมภาระ อคติ ความคิด ความคาดหวังได้อย่างแท้จริง

อารมณ์ ที่ติดตัวผู้ฝึกมา ส่งผลต่อบรรยากาศการฝึกและวิถีการปฏิบัติของเขาผู้นั้นในทุกๆ ลมหายใจเข้าออก และแน่นอนว่าย่อมมีผลโดยตรงต่อประสบการณ์ด้านในที่จะตามมาด้วย  ส่วนใหญ่อารมณ์เหล่านี้มักจะถูกขับเคลื่อนด้วยแก่นความเชื่อ (core belief) บางอย่าง   ตัว แก่นความเชื่อเหล่านี้ไม่ได้เป็นเรื่องน่าอายและน่ารังเกียจ ขอแค่ไม่มัวเมาติดดี ติดเพอร์เฟ็คกันอยู่ เพียงแค่ยอมรับและทำความรู้จักกับแก่นความเชื่อเหล่านี้ที่มีอยู่ในตัวเรา อย่างซื่อตรง ก็จะทำให้บรรยากาศของการฝึกมีการคลี่คลายและถ่ายเท เกิดเป็นพื้นที่ของการเรียนรู้ด้านในที่ขยายกว้างออกไปได้

ตัว แก่นความเชื่อที่มีแนวโน้มไปในทิศทางเดียว หรืออารมณ์เดียวกันด้วยความไม่บังเอิญ จะรวมตัวพัวพันกลายเป็นชุดของความเชื่อ นั่นคือความเชื่อที่อาจเป็นคนละเรื่องแต่ถูกเหนี่ยวนำด้วยแรงบางอย่างที่ส่ง ผลต่อทิศทางของความเชื่อเหล่านั้นทั้งหมด แรงเหนี่ยวนำนั้นอาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กระบวนทัศน์ (paradigm) ซึ่งมันก็เป็นความเชื่ออีกอย่างหนึ่งนั่นเอง แต่อยู่ในสเกลที่ใหญ่ขึ้น อำนาจมากขึ้น ส่งผลพัวพันกับเรื่องอื่นๆ มากขึ้น

อย่างคนสมัยก่อนเชื่อกันว่าโลกแบน ความเชื่อที่ว่าโลกแบนนั้นมีอำนาจมาก และมีผลกระทบต่อความเชื่อยิบย่อยอื่นๆ อีกมากมาย  บ่อย ครั้งที่ความเชื่อนั้นยึดถือกันมานมนานจนก่อให้เกิดโครงสร้างและอำนาจต่อรอง ทางสังคมที่แข็งตัว เกินกว่าที่จะสามารถรองรับสัจธรรมแห่งความตื่น หรือการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากได้  อย่างไรก็ดีความเชื่อที่ ว่าโลกแบนก็ได้เปลี่ยนมาเป็นโลกกลมในที่สุด ส่งผลถึงการเปิดกว้างของการรับรู้โลกและธรรมชาติตามที่เป็นจริงอย่างใหญ่ หลวง ทั้งนี้ต้องแลกมาด้วยความตายของความเชื่อเก่าๆ มากมายที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ก่อนจะตายก็ต้องสู้กับแรงต้านและการยื้อยุดกันจนเฮือกสุดท้าย กว่าจะศิโรราบยอมรับ ปรับทัศนคติให้เข้ากับการเรียนรู้ใหม่ที่สอดคล้อง จนนำไปสู่การเปิดตาแห่งปัญญาของมนุษย์ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

เรื่อง ราวของกระบวนทัศน์มีผลต่อการภาวนาอย่างยิ่งยวด เพราะการภาวนา คือ การเดินทางด้านในของปัจเจกบุคคล โดยแต่ละย่างก้าวจะนำพาเราให้เห็นตัวเองและเข้าใจตนเองมากยิ่งขึ้น ไม่ต่างจากการศึกษาที่ดีย่อมทำให้เราเห็นโลกและเข้าใจโลกมากขึ้น  ทว่า การภาวนาหรือการเดินทางด้านใน จะคลี่คลายไปตามจังหวะท่วงทำนองและธรรมชาติของการเรียนรู้ด้านในได้นั้น จำเป็นจะต้องหยั่งอยู่บนรากของความเข้าใจและกระบวนทัศน์ที่สอดคล้อง กระบวนทัศน์ที่สามารถรองรับมิติแห่งประสบการณ์ได้อย่างเปิดกว้างไม่มีข้อ จำกัด

หาก เราดุ่มเดินบนเส้นทางโดยยังแบกเอากระบวนทัศน์ที่เราเคยใช้ได้ในเรื่อง หน้าที่การงานหรือความสำเร็จทางธุรกิจมาใช้กับการภาวนา หากเรายังมองการขัดเกลาจิตใจเป็นเหมือนเทคนิคการไต่บันได ๑๖ ขั้น มุ่งหวังเป้าหมายและผลสำเร็จไม่ต่างกับการศึกษาเพื่อใบปริญญา มองหาเกจิอาจารย์ราวกับการช้อปปิ้งในห้างหรู ผลลัพธ์ที่สามารถถูกประเมินเป็นสูตรสำเร็จของการภาวนาคงเป็นได้เพียง วัฒนธรรมของการลอกเลียนมากกว่าการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของตนเอง การภาวนาในแบบนั้นไม่ว่าจะดำเนินไปสักกี่สิบปี ก็มีฐานที่คับแคบและแบนเกินกว่าจะสามารถเปิดให้ใจให้ผู้ฝึกมีความละเอียด อ่อนของการรับรู้จนกลายเป็นปัจเจกบุคคลที่จริงแท้ขึ้นมาได้

คุณ ค่าทางจิตวิญญาณจะถูกถ่ายทอดออกมาได้ ไม่ใช่ในบรรยากาศของการเรียนรู้แบบบุคคลที่สาม ไม่ใช่ด้วยการวิเคราะห์ พิสูจน์ ประเมิน และให้บทสรุปเชิงประจักษวาท  การตีค่า เหมารวม และวิเคราะห์ประสบการณ์ของผู้อื่นอย่างฉาบฉวยเช่นนั้น คงใช้ได้ดีแต่เฉพาะกับโลกระนาบเดียวแบบวัตถุและกลไก กับโลกทางความคิดที่ไม่มีชีวิตชีวา ไม่มีลูกบ้า และความพยศ

สิ่ง ที่จะสามารถสะท้อนโลกอันรุ่มรวยและกว้างขวางทางจิตวิญญาณออกมาได้ มีเพียงกระบวนทัศน์แบบเรื่องเล่า ตำนานและเรื่องราวอันมีชีวิตที่ถูกถ่ายทอดออกมาด้วยหัวใจที่สั่นไหว แววตาที่ฉายประกาย กับเลือดที่สูบฉีดทั่วสรรพางค์ของตัวผู้เล่า ความตื่นตัวที่สะท้อนถึงประสบการณ์ที่มีความหมายต่อบุคคลผู้นั้น ความเป็นเนื้อเป็นตัวที่สามารถถ่ายทอดบางสิ่งบางอย่างที่ไม่อาจสื่อสารได้ ด้วยคำพูด คุณค่าทางจิตวิญญาณที่งอกงามบนผืนดินอันอุดมสมบูรณ์แห่งประสบการณ์ชีวิต ทุกระนาบ เป็นผืนดินที่เปี่ยมด้วยเรื่องราวการเดินทางผ่านฤดูกาล ผ่านทุกข์ ผ่านสุข ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านการเกิดตาย ผืนดินที่เปรียบได้กับความรู้เนื้อรู้ตัวที่ทุกประสบการณ์เต็มเปี่ยมด้วยคุณ ค่า ความหมาย และแรงบันดาลใจ ติดตรึงในมณฑลของการรับรู้ในเนื้อในตัวอย่างไม่มีวันลบเลือน

และ นั่นคืออารมณ์ของการภาวนาที่แท้จริง เป็นการภาวนาอย่างไร้เงื่อนไข ไม่มีเทคนิค ไม่มีเป้าหมาย และไม่มีใครเป็นผู้ชี้แนะแนวทางหรือสั่งสอน เป็นการภาวนาที่ไม่ได้แยกขาดจากชีวิต และเป็นประสบการณ์ของการเป็นคนเดินดินธรรมดาคนหนึ่ง  หากวิถีการภาวนาจะเต็มไปด้วยเทคนิคร้อยพัน เทคนิคเหล่านั้นก็คงแค่ช่วยให้เราอยู่กับความรู้เนื้อรู้ตัวได้ดียิ่งขึ้น  การ ภาวนาไม่ได้หยิบยื่นให้เราได้เห็นนั่นเห็นนี่ตามที่ใจปรารถนา ไม่ได้บอกว่าเราควรเป็นอะไร ควรทำอะไร ควรเดินไปทางไหน ไม่ได้บอกแม้กระทั่งว่าอะไรถูก อะไรผิด

หากจะแทนที่ "ภาวนา" ด้วยคำว่า "การศึกษา" ก็ คงไม่ได้ทำให้บทความชิ้นนี้มีความหมายต่างไปจากเดิมมากนัก หากหัวใจของการศึกษาคือการเรียนรู้ และการเรียนรู้ที่แท้จริงไม่ควรแยกขาดจากการเรียนรู้ด้านใน  เมื่อการภาวนาคือการเรียนรู้ของใจ เราจึงควรถามตนเองเสมอว่า เรามีทัศนคติและกระบวนทัศน์ต่อการเรียนรู้เช่นไร  เป็นการเรียนรู้เพื่อเรียนรู้ หรือเรียนรู้เพื่ออะไร  หมั่นใคร่ครวญด้วยความจริงใจเพื่อให้การศึกษาและการภาวนาของเรามีความจริงแท้และซื่อตรงจากภายในในทุกๆ ลมหายใจเข้าออก

คิดแบบ ส.ศิวรักษ์

คิดแบบ ส.ศิวรักษ์ โดย วิจักขณ์ พานิช
บล็อกกาซีน คอลัมน์ ธรรมดา ธรรมดา
วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒

เวลาผมไม่สบายใจ ผมมักจะแวะไปเจอเพื่อนสนิท กินข้าว กินเหล้า นั่งคุยกันไปเรื่อย แบบไม่มีจุดหมาย เพียงปล่อยให้ความไว้วางใจที่เพื่อนแท้มีให้แก่กัน ก็พอจะช่วยเยียวยาความคับข้องภายในให้คลี่คลายไปได้ แต่ผมยอมรับว่าในบางครั้ง เวลาที่ผมเจอเรื่องหนักๆ ผมมักจะมองหาเพื่อนที่มีความอาวุโสมากกว่าผม ใครสักคนที่ผมสามารถเคารพเขาได้อย่างสุดจิตสุดใจ เป็นผู้ใหญ่ที่พร้อมรับฟังเด็กหัวแข็งอย่างผมที่ไม่ค่อยจะรู้จักความหมายของ คำว่ากาลเทศะ สัมมาคารวะ หรือทักษะการประจบประแจงใดๆ ก็เรามีเพียงใจเปล่าๆที่อยากที่จะเข้าไปหา รับฟัง แลกเปลี่ยน ด้วยความบริสุทธิ์ใจที่ไม่ดัดจริตซับซ้อน ผู้ใหญ่ที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างโชกโชน ผู้สำแดงชีวิตผ่านการดำรงตนที่หนักแน่น อ่อนโยน และเต็มเปี่ยม เป็นพลังแห่งการประคับประคองและโอบอุ้มโดยไม่จำเป็นต้องเอื้อนเอ่ยออกมาด้วย คำพูดหรือการวางท่าที



ผม เข้าไปพบอาจารย์สุลักษณ์ที่บ้านพักในซอยสันติภาพเกือบทุกเดือน แม้จะไม่เรียกได้ว่าบ่อยนัก แต่อาจารย์คือผู้ใหญ่ที่ผมสามารถพูดคุยได้ทุกเรื่อง ผมไม่รู้สึกว่าการเข้าไปหาอาจารย์ที่บ้าน จะต้องมีเรื่องอะไรที่ต้องคุยกันเป็นพิเศษ แค่ผมได้เห็นหน้าอาจารย์ และมีเวลานั่งอยู่ด้วยกันสักสองสามชั่วโมง ผมก็รู้สึกสดชื่น และมีกำลังใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

พุธ นี้ก็ไม่ต่างจากครั้งที่ผ่านๆมา อาจารย์ยังคงมีสุขภาพที่แข็งแรงแม้อายุอานามจะล่วงเข้าไปถึง ๗๖ ปีแล้ว ใบหน้าที่เปล่งปลั่ง ไม่มีริ้วรอยของความตึงเครียดหรือความกังวลใจใดๆ แม้จะยังคงมีแมลงหวี่จากกองคดีงี่เง่าทั้งหลายวนเวียนอยู่บ้าง อย่างที่เราคงพอรู้กัน

.............................

ช่วงที่ผ่านมาผมเห็นอิทธิพลที่ความคิดมีต่อสุขภาพของคนเรามาก นักคิด นักเขียน นักวิชาการ นักต่อสู้ ที่ทำงานกับความคิดมากๆ มักจะมีปัญหาทางร่างกายแทบจะทุกคน มีเพียงอาจารย์สุลักษณ์ที่ออกจะอยู่ในข้อยกเว้นบางประการ ผมนึกสงสัยจึงถามอาจารย์ว่า อาจารย์ดูแลตัวเองอย่างไร อาจารย์ถึงสามารถที่จะคิดชัด ไม่ฟุ้งซ่าน แถมความคิดยังไม่มีอิทธิพลในทางลบต่อสุขภาพของอาจารย์อีกด้วย

อาจารย์ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆว่า
"ผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับความคิดมากนัก"

คำตอบนี้ทำให้ผมเหวอ จะเป็นไปได้หรือ ที่ปัญญาชนสยาม นักคิดนักเขียนที่มีผลงานนับไม่ถ้วนอย่าง ส.ศิวรักษ์ จะ "ไม่ให้ความสำคัญกับความคิดมากนัก"

อาจารย์อธิบายว่า สมัยหนุ่มๆ ตอนที่ไปเรียนที่อังกฤษ จะมีติวเตอร์คนหนึ่งที่ใกล้ชิดกันมาก ชื่อว่า ครูนิวท์ ครูนิวท์ทำหน้าที่คอยดูแลแกอย่างใกล้ชิด ตักเตือน และเอาใจใส่ อีกทั้งระบบการเรียนการสอนในอังกฤษ ที่ไม่ได้แยกสาขาวิชาทางศิลปศาสตร์อย่างชัดเจนเหมือนในสมัยนี้ คือ เราเรียนทั้งปรัชญา วรรณคดี และประวัติศาสตร์ ไปพร้อมกัน ทำให้เราได้ตระหนักอยู่เสมอว่า ความคิดไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต

สุขภาพของอาจารย์ไม่เคยรวนเพราะความคิด อาจารย์บอกว่า อาจเป็นเพราะอาจารย์ไม่ได้เป็นคนฉลาด หรือ เก่งสุดๆ ตอนนั้นมีลูกพี่ลูกน้องที่ไปเรียนอังกฤษด้วยกัน เป็นบ้าเพราะเรียนมากไป อาจารย์เองก็รู้สึกกลัวอยู่เหมือนกัน แต่ครูนิวท์บอกว่า "เธอไม่ต้องกลัวหรอก ขี้เกียจอย่างเธอไม่บ้าแน่นอน" การที่มีกัลยาณมิตรคอยตักเตือนให้เราอยู่บนวิถีแห่งดุลยภาพจึงเป็นเรื่อง สำคัญมาก

ยังไม่จบแค่นั้น อาจารย์ยังเน้นในตอนท้ายอีกว่า
"คิดมากทำให้โง่"

เมื่อเรามัวแต่คิดวนไปวนมา คิดจนเข้าใจ สุดท้ายก็ทำให้เราคิดไปว่าเราฉลาด แต่จริงๆนั่นกลับทำให้เรายิ่งโง่ และกลัวที่จะเรียนรู้กับประสบการณ์จริงของชีวิต อาจารย์บอกว่าหากเรารู้ชัดว่าเราชอบอะไร ต้องการอะไร ก็ให้ทำไป ทุกอย่างถือเป็นประสบการณ์ของการเรียนรู้ นั่นคือการฝึกการดำเนินชีวิตตามหลักอิทธิบาท ๔ คือ การทำทุกอย่างด้วยความตั้งใจแบบพอดีๆ

" เริ่มด้วยฉันทะ หรือความพอใจกับสิ่งที่เราเป็น และสิ่งที่เราทำ เมื่อเรามีความพอใจเราก็จะมีวิริยะ หรือความเพียรที่จะทำมันไปเรื่อยๆ เป็นความเพียรที่ไม่ทะเยอทะยานและก้าวร้าว ขณะเดียวกันก็มี "จิตตะ" มาประคอง เป็นด้านของหัวใจที่รับรู้ ว่าเอ๊ะมันมากเกินไปหรือเปล่า จากนั้นก็มี "วิมังสา" เป็นการพิจารณาดูผลที่เกิดขึ้นและคำตักเตือนอย่างรอบคอบ ผมว่าหลักอิทธิบาท ๔ จะช่วยมากให้เราไม่จมอยู่กับความคิดจนเป็นทาสของมัน"

อาจารย์สุลักษณ์เป็นผู้มีความรู้ในปรัชญาตะวันตกและตะวันออกอย่างลึกซึ้ง การศึกษาปรัชญาตะวันตกของอาจารย์อยู่บนความเข้าใจที่ว่า นักปราชญ์ไม่ใช่เป็นผู้ที่ผูกตัวเองไว้ในโลกของความคิดเพียงอย่างเดียว ผู้รู้อย่างโสกราตีส หากเราศึกษาให้ลึกก็จะรู้ว่า ในความชัดเจนทางความคิด ชีวิตของเขาดำเนินอยู่บนรากฐานทางจิตวิญญาณอย่างลึกซึ้ง น่าเสียดายที่ปรัชญาตะวันตกในยุคหลังได้โยนมิติทางด้านจิตวิญญาณทิ้งไปจนหมด ตั้งแต่ยุคสมัยของการปฏิเสธอิทธิพลความเชื่อและอำนาจของศาสนาจักร จนนำไปสู่ภาวะสุดโต่งที่ว่า ทุกอย่างที่เกี่ยวกับเรื่องศาสนาเป็นเรื่องผลประโยชน์ ความงมงายและเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการเข้าถึงความจริงทางปัญญา อย่างที่เรียกว่า "Throwing the baby with the bathtub" คือ จะแกะเอากระพี้ทิ้งไป ดันทิ้งแก่นสาระที่มีคุณค่าสูงสุดไปด้วย

ส่วนอีกด้าน การที่เราได้เติบโตมาในวิถีวัฒนธรรมแบบตะวันออก ถือเป็นต้นทุนทางชีวิตที่รุ่มรวย ทำให้เราได้เห็นคุณค่าของจิตใจที่แทรกซึมอยู่ในรายละเอียดเล็กๆของวิถีชีวิต การฝึกคิดให้เป็นย่อมช่วยให้เกิดพลังความแจ่มชัดของการดำเนินชีวิตของตน ไม่สับสนไปกับโลกธรรม ความเชื่อ ความคาดหวัง ความกลัว หรือความสับสนของชุมชนหรือผู้คนรอบข้าง เมื่อหลอมรวมกับการเปิดกว้างยอมรับความแตกต่างจากภายใน ก็จะบรรสานให้การดำเนินชีวิตสอดคล้องและสมดุลอย่างเป็นธรรมชาติ

นั่นคือวิธีคิดแบบ ส.ศิวรักษ์ คนรู้จักคิด ที่ไม่เคยตกเป็นทาสของความคิด กับมิตรภาพและรอยยิ้มที่มีให้กับคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกชาติพันธุ์ ทุกชนชั้นวรรณะ ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่จ้องอาฆาตมาดร้ายต่อเขา เป็นเคล็ดลับการมีสุขภาพดีของคุณปู่ผู้น่ากราบไหว้ มอบไว้เป็นของขวัญปีใหม่จีนและไทย ให้ลูกหลานได้ลองนำไปปฏิบัติ

รสธรรมในค่ำคืนโลกๆ

รสธรรมในค่ำคืนโลกๆ โดย วิจักขณ์ พานิช
บล็อกกาซีน คอลัมน์ ธรรมดา ธรรมดา วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒

เขาเชื่อว่าโลกแบ่งเป็นสองขั้ว คือ โลกทางธรรมและโลกทางโลก (aka. โลกๆ) เขาเคยคิดว่าเขามั่นใจและเข้าใจ จนวันนี้ที่เขาได้ตระหนักแล้วว่า มันก็ยังเป็นเพียงแค่ "คิด" ว่าเข้าใจ หลายปีที่เขาพยายามขดตัวอยู่ในโลกทางธรรมที่เขาสร้างขึ้นจากอุดมคติของความ เป็นคนสมบูรณ์แบบ เขารู้สึกถึงรสประหลาดของชีวิตที่เริ่มส่งกลิ่นเหม็นของความหมกมุ่น ไอเดือดของความรุ่มร้อน และผลึกอันเย็นเยือกของความด้านชา

วันนี้...เขานั่งครุ่นคิด ทบทวน กับเส้นทางอันแสนประเสริฐที่เขาเลือกเดิน

ไอคุกรุ่นเดือดดันฝากาให้กระเด็นออก เสียงหวีดร้องก้องดังอยู่ในความเงียบงัน

เขารู้สึกหนัก

ภาพของความเป็นคนดีสมบูรณ์แบบที่เขาแบกไว้เต็มสองบ่ามาตลอดระยะเวลากว่ายี่สิบปี

ความ เงียบและความนิ่งเข้าปกคลุมอีกครั้ง ดูเหมือนเขาจะเก่งในการสร้างบรรยากาศเช่นนี้เสียจริง ทั้งที่เขารู้ดีว่า มันก็แค่กลไกของการกลบเกลื่อน

แววตาที่สงบนิ่ง ไร้อารมณ์ ไร้ชีวิตชีวา ทอดไปยังขอบฟ้าที่ถูกบดบังโดยตึกสูง

ฝนตกพรำๆ กับท่วงทำนองของการย่ำเดินไปบนขอบถนนสายหนึ่ง เขามาถึงแล้ว...

เด็ก สาวผิวขาวสวยยืนรอรับตั้งแต่หน้าประตู ในหัวของเขาเต็มไปด้วยความลังเลสับสน จังหวะหัวใจที่เต้นไม่เป็นระสาย ขาของเขาสั่นอายปราศจากแรงก้าว 

 "ที่อโคจร" ความคิดแรกเข้ามาเยือนในหัว สมกับความเก่งกาจใน "วิชาธรรมะ" ที่เขาทำเป็นอาชีพ เขาเตรียมจะเอาหลักธรรมมาสร้างภาพอารยธรรมของความสงบนิ่งอีกครั้ง ดูเหมือนว่าหลายปีที่ผ่านมา การกดทับและความพยายามตัดไฟปรารถนาไม่ได้ช่วยให้เขาได้เข้าใจความเป็น อนิจจังของพลังอันเร่าร้อนที่ลุกโหมในใจเขาเลยแม้แต่น้อย แต่ครั้งนี้เขาได้บอกตัวเองแล้วว่า "เขาจะไม่หนี"

ใน ที่สุดสองเท้าก็พาเขาก้าวผ่านบานประตูกระจกใส แววตาของเขาเป็นประกายในแว้บแรกที่เห็นร่างสะโอดสะองของเด็กสาววัยยี่สิบเศษ ยืนเรียงต้อนรับเขาด้วยรอยยิ้ม  

"สำรวม" สัญชาตญาณความคิดทางธรรมอัตโนมัติได้สั่งการให้เขาละสายตาและก้มหน้าดุ่ม เดินผ่านผู้คนไปอย่างรวดเร็ว รู้ตัวอีกทีเขาก็มาหยุดอยู่ที่มุมสงบบริเวณบาร์เหล้า หญิงสาวในชุดซีทรูกับเนินปทุมถันที่ดึงดูดส่งยิ้มให้เขา "สั่งเหล้าอะไรดีคะพี่"

"ผมไม่ดื่มสุรา" ธรรมวาจาอัตโนมัติเปล่งออกไป ความคิดเสียดายที่เขาน่าจะสั่งเหล้าสักแก้วมาย้อมใจก็ผุดพรายขึ้น เขาจึงงัดกลวิธีการตัดความคิดออกมา แล้วพาตัวเองกลับสู่ความเงียบงันอีกครั้ง เขาก้มหน้า ควานหาที่หลบภัยจากโลกอกุศล ตัวของเขาเกร็ง ขาของเขาแข็ง

"ผู้หญิงไม่ดีพวกนี้..." เขาหยุดตัวเองไว้เพียงต้นประโยค เพราะรู้สึกละอายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในใจ

เพียง เพื่อหาภาพลักษณ์ดูดีเป็นที่ซ่อน เขาจำเป็นต้องหยิบมีดสั้นแห่งการตัดสินออกมาเชือดเฉือนคุณค่าความเป็นคนของ คนอื่นอย่างไม่มีชิ้นดี...อีกแล้วสินะ

เขาถอนหายใจ พลางจิบสุราเจือโซดา เริ่มรู้สึกผ่อนคลายกับความไม่สมบูรณ์แบบของตนเองมากขึ้น

......

กลิ่น น้ำหอมที่เย้ายวน การยักย้ายส่ายไหวที่ดึงดูด เสียงดนตรีที่ปลุกไฟปรารถนาให้โชติช่วง และสิ่งหนึ่งที่เขารู้สึกได้ในค่ำคืนพิเศษคืนนี้  สิ่งที่ กระแทกใจ สะท้านทุกความเคลื่อนไหวทางความคิด มันคือ พื้นที่อันกว้างใหญ่ไร้การตัดสิน พื้นที่ที่รองรับให้ทุกสิ่งสามารถแสดงสีสันที่มันเป็นได้อย่างไม่ขวยเขิน

ประตูกระจก ใสเปิดสู่โลกการรับรู้ภายในที่เต็มเปี่ยม รสสุราช่างหอมหวาน ส่งผ่านความนุ่มละมุนแห่งความรัก หญิงสาวกับรอยยิ้มแห่งความเบิกบานร่ายรำบนฟลอร์แห่งความไว้วางใจชีวิต ชีวิตที่รุ่มรวยไปด้วยเรื่องราวและสายสัมพันธ์อันหมิ่นเหม่

อิสรภาพจากคุกคุมขังแห่งการตัดสิน

เขารู้สึกราวกับว่า เส้นทางแสวงหาคุณค่าทางจิตวิญญาณของเขาได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

โลกทางธรรมผ่อนคลายขยายกว้าง

เปิดมณฑลแห่งการรับรู้อย่างไม่มีเงื่อนไข ที่หลอมรวมเรื่องโลกๆเอาไว้ ด้วยใจที่อ่อนโยนเป็นมิตร  

r