จดหมายข่าววัชรปัญญา

กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

ขอบคุณทุกๆคนสำหรับกำลังใจและถ้อยคำอวยพรที่ส่งกันมานะครับ ผมเริ่มเป็นไข้วันที่ ๑๑ ก.พ. แต่ตอนแรกก็ไม่มีทีท่าว่าจะหนักหนาก็เลยเดินทางไปทำคอร์สชีวิตคิอสิ่งศักดิ์สิทธิ์กับอ.ประมวลที่เชียงใหม่
 
ระหว่างนำภาวนาสามวันแรก ก็ดูจะเป็นปกติดี แม้จะรู้สึก "ไม่ค่อยเต็มที่" ยังไงไม่ทราบ จนถึงวันที่เราเริ่มออกเดินป่า ผมก็เริ่มรู้สึกว่าไม่สบายมาก คืนนั้นเริ่มมีไข้สูง พอวันรุ่งขึ้นก็คิดว่าต้องทำอะไรสักอย่าง แต่การจะเดินลงจากป่าก็ไม่ใช่เรื่องง่าย สองชั่วโมงที่ประคองตัวลงมาที่หมู่บ้าน ผมแทบเอาตัวไม่รอด ไข้สูง ร่างกายไม่มีแรง มีแต่ความรู้สึกของขาที่ต้องประคองร่างลงมา ผมมาถึงรพ.นครพิงค์ ในสภาพที่เรียกว่า "แทบช็อค" คือแรงดันเลือดลดไปอยู่ประมาณ 50/30 และไข้สูงกว่า 41 องศา
 
หลังจากนั้นก็มาตรวจพบว่าเป็นไข้เลือดออก มีไข้สูงอยู่สามวันสามคืน พอไข้ลดก็มีอาการถ่ายดำ เลือดออกในระบบทางเดินอาหาร เกล็ดเลือดตกลงไปอยู่ที่ 8000 (คนปกติ 1 แสน) ต้องมีการให้เกล็ดเลือดสิบกว่าถุง รวมที่นอนแหม็บอยู่ในรพ.สวนดอกก็เจ็ดคืนด้วยกันครับ ตอนนี้กลับมาที่บ้านตีโลปะแล้ว ร่างกายเพลียมาก เดินออกไปหน้าปากซอย ยังหน้ามืดอยู่ ก็คงต้องใช้เวลาหลายอาทิตย์กว่าที่ร่างกายจะฟื้นครับ
 
ผมคงจะไม่สามารถผ่านการเจ็บป่วยเฉียดตายครั้งนี้มาได้เลย หากไม่ได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนๆสังฆะที่เชียงใหม่ โดยเฉพาะพี่อ้อมและเอ็มที่คอยเป็นธุระให้ในทุกๆเรื่อง ดูแลสารทุกข์สุขดิบ อาหารการกิน ขอบคุณเอ็มที่อยู่เฝ้าไข้ตลอดหนึ่งอาทิตย์อย่างไม่มีปริปากบ่น คอยเช็ดตัว นวดเท้านวดไหล่ยามที่ไข้สูง และอื่นๆอีกมากมาย
 
การเจ็บป่วยหนักในครั้งนี้ได้นำข้อความสำคัญผ่านมาให้ผมได้ใคร่ครวญกับการดำเนินชีวิตต่อไปในวันนี้และวันอื่นๆ เป็นประสบการณ์ที่ทำให้ตัวผมเองมีความชัดเจนขึ้นมาก กับอะไรหลายๆอย่างที่หากยังคิดที่จะทำ คงไม่มีเวลาให้ผัดวันประกันพรุ่งได้อีกมากนัก หลายเรื่องราวอันเป็นความทุกข์ที่หนักหนา ดูจะสามารถคลี่ออกให้เห็นแสงสว่างในมณฑลอันกว้างใหญ่ของความตายที่ได้ประสบ การมีอยู่ของร่างกายนี้ การมีอยู่ของเรื่องราวและความรู้สึก คนรัก เพื่อน และอื่นๆ ล้วนเป็นภาพมายาอันงดงามที่เราสามารถดื่มด่ำได้อย่างเต็มที่ ตราบใดที่เรายังคงเรียนรู้ที่จะปล่อยเมื่อถึงเวลา
 
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นดูจะย้อนกลับมาที่การฝึกฝนปฏิบัติภาวนา ที่เราได้ให้คุณค่ากับมันมากเพียงไร การภาวนาคืออะไร และเมื่อใดที่เราเรียกว่าช่วงเวลาของการฝึกภาวนา ใจที่เปิดและพร้อมที่จะเผชิญกับทุกสภาวะที่ผ่านเข้ามาหา เราได้อุทิศตนอย่างแรงกล้าเช่นนั้นได้ในทุกสถานการณ์ของชีวิตแล้วหรือ  เป็นคำถามที่รู้สึกดีที่ได้ถามยามที่เราเจ็บไข้ได้ป่วย และไม่ตัดขาดจากความเย็นเยือกของความตาย ที่ท้ายที่สุดแล้วก็มีเพียงเราเท่านั้นที่รู้ได้ว่า เราได้อุทิศชีวิตนี้แด่พระรัตนตรัยตามที่ปากว่าไว้ได้จริงหรือยัง
 
ชีวิตเป็นสิ่งสวยงามมหัศจรรย์มากนะครับ...
 
วิจักขณ์

มกราคม ๒๕๕๓

ผมเพิ่งได้รับโทรศัพท์จากพี่สาวคนหนึ่งซึ่งเคยมาเข้าฝึกภาวนา "สัมผัสแห่งการตื่นรู้" ที่สวนโมกข์เมื่อปลายปี ๕๑ เธอเป็นนักจิตวิทยาประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่งทางภาคใต้ เมื่อปีที่แล้วผมเคยคิดที่อยากจะใช้เวลาช่วงหนึ่งไปเรียนรู้งานการดูแลผู้ ป่วยทางจิตกับพี่คนนี้ แต่แล้ววันหนึ่งผมก็ได้ทราบข่าวว่าพี่เขาป่วยเป็นโรคมะเร็ง และต้องเข้ารับการรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัดอย่างเร่งด่วน เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเร็วมาก เธอไม่เคยนึกมาก่อนว่าจะเป็นไปได้ที่จะป่วยเป็นโรคมะเร็ง เพราะเธอเป็นคนที่ดูแลสุขภาพอย่างดีมาโดยตลอด หลังจากเข้าฝึกภาวนาที่สวนโมกข์ เธอก็ได้นำเทคนิคการภาวนา โดยเฉพาะการฝึกบอดี้เวิร์คไปทำต่อที่บ้าน ระหว่างการฝึกหายใจไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย ความผ่อนคลายทำให้เธอเริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติในร่างกายบางอย่าง ความรู้สึกของก้อนเนื้อเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนเธอตัดสินใจเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและพบว่าตัวเองได้ป่วยเป็นมะเร็ง

หลังจากการเข้ารับการรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัด เธอก็กลับมาใช้ชีวิตตามปกติและทำงานเป็นนักจิตวิทยาอีกครั้งหนึ่ง ผมได้ฟังเรื่องราวการดูแลตัวเองของพี่สาวคนนี้ด้วยความรู้สึกทึ่ง เธอยังคงฝึกภาวนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการฝึกบอดี้เวิร์คเพื่อสร้างฐานของการผ่อนคลาย เพื่อเปิดพื้นที่ในการรับสภาวะต่างๆ รับฟัง และไว้วางใจให้ร่างกายได้เยียวยาตัวเองโดยปราศจากการยัดเยียดวิธีคิดหรือ ความกลัวใดๆไปทับถมเพิ่มเติม การไว้วางใจชีวิตที่แม้จะไม่ได้กลับมาเป็น "ปกติ" ดังเดิม แต่เธอก็ยอมรับและอ่อนโยนกับตัวเอง กับร่างกายและจิตใจของตนเอง เผชิญหน้ากับความทุกข์ที่ผ่านเข้ามาอย่างไม่หวั่นไหว ผมฟังประสบการณ์ที่พี่คนนี้เล่าผ่านโทรศัพท์ด้วยความปีติยินดี และปลาบปลื้มใจในประสบการณ์และความกล้าในการดำเนินชีวิตของเธอ เธอโทรศัพท์มาพูดคุยและซักถามเรื่องการปฏิบัติเพิ่มเติม ผมเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เธอกำลังเผชิญอย่างกล้าหาญได้เป็นกำลังใจให้คนรอบข้าง และผู้ที่ผมเห็นจำนวนมาก จนทางโรงพยาบาลได้ขอให้เธอแบ่งปันวิธีที่เธอใช้ในการดูแลตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องของการภาวนา ผมรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้มีโอกาสฟังประสบการณ์อันทรงคุณค่าของเธอ แต่ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสักวันเธอคงได้มีโอกาสมาแบ่งปันประสบการณ์เหล่า นั้นให้เพื่อนๆผู้ปฏิบัติคนอื่นๆได้รับรู้บ้าง

เมื่อก่อนนั้นผมไม่เคยเข้าใจเลยว่าการเผชิญหน้ากับความทุกข์ในชีวิตจริงๆนั้นเป็นอย่างไร เพราะผมก็คิดว่าผมก็ทำมันอยู่แล้ว อาจเป็นเพราะผมเติบโตมาในครอบครัวชนชั้นกลางที่ประสบการณ์ความทุกข์นั้นมี ไว้เพียงแค่ให้ชิมเป็นสีสันเล็กๆน้อยๆเท่านั้น ชีวิตอย่างเทวดาที่ลอยอยู่เหนือความเป็นไปอันแท้จริง ด้วยสถานะทางสังคม เศรษฐกิจ การศึกษา ฯลฯ หากจะบอกว่าการภาวนาได้ทำให้ชีวิตของผมหลุดออกจากการควบคุมเหล่านั้นก็ไม่ ผิดนัก หรืออาจกล่าวได้ว่าการภาวนาทำให้ผมได้ประสบกับความทุกข์อย่างที่ไม่เคยเกิด ขึ้นมาก่อนก็ว่าได้ และเมื่อวันหนึ่งชีวิตได้ตกลงมาอยู่ในใจกลางความ(ทุกข์)จริง(ๆ)ท่ามกลางการ พลัดพราก ความสูญเสีย ความผิดหวัง การถูกทำร้ายทางใจ ความอยุติธรรม และความรุนแรง เมื่อวันหนึ่งที่เรากำลังถูกต้อนให้จนมุมด้วยความจริงอันโหดร้ายของชีวิต โดยปราศจากการสนับสนุนหรือให้ความช่วยเหลือใดๆหรือจากใครทั้งสิ้น ด้านหนึ่งเป็นความตายที่อยู่ใกล้จนเราได้กลิ่นและความเย็นเยือกกระทบที่ปลาย จมูก และอีกด้านหนึ่งมีเพียงเส้นด้ายแห่งการดำเนินชีวิตที่ไม่มีความหวังหรือความ ฝันอะไรให้กับความประมาทได้อีก และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางด้านในที่ทำให้เราเข้าใจถึงคุณค่าของการ ภาวนาในฐานะหนทางรอดเดียว เป็นการก้าวย่างออกเดินบนเส้นด้ายแห่งความไม่มีหวังเส้นนั้น ด้วยการอุทิศตนต่อพระรัตนตรัยในฐานะต้นกำเนิดแห่งแรงบันดาลใจสูงสุดและเพียง หนึ่งเดียว ที่จะทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตอย่างเต็มเปี่ยมบนหัวใจแห่งความสิ้นหวังนั้น ได้

ขอให้เพื่อนๆใช้ชีวิตที่มีอยู่ในปี ๒๕๕๓ นี้อย่างเต็มเปี่ยม ด้วยหัวใจอันไร้ความหวังแต่ชุ่มชื้นด้วยพลังชีวิตอยู่เสมอ ขอให้หนทางแห่งการภาวนาคลี่เผยทอดยาวไปยังดินแดนแห่งประสบการณ์อันคาดไม่ถึง

ด้วยไมตรี
วิจักขณ์

ธันวาคม ๒๕๕๒

to my child
 
be fearless and consume the ocean.
take a sword and slay neurosis.
climb the mountains of dignity and subjugate arrogance.
look up and down and be decent.
when you learn to cry and laugh at the same time, with a gentle heart,
all my belongings are yours,
including your father.
 
 
แด่ลูกรัก
 
ด้วยใจที่ไม่หวั่นไหว จงดื่มกินมหาสมุทร
ไกวดาบ ฟาดฟันความวิปลาสทั้งหลาย
ปีนป่ายขุนเขาแห่งศักดิ์ศรี และกำราบอหังการให้สิ้นซาก
มองไปโดยรอบ ด้วยความอ่อนน้อม
ยามที่เจ้าร้องไห้และหัวเราะได้พร้อมกัน กับหัวใจที่อ่อนโยน
ทรัพย์สมบัติทั้งหมดของพ่อได้เป็นของเจ้าแล้ว
รวมถึงตัวพ่อเองด้วย
 
โดย เชอเกียม ตรุงปะ
วิจักขณ์ พานิช แปล

พฤศจิกายน ๒๕๕๒

วิจักขณ์ พานิช:    สังคมในตอนนี้หันมาตื่นเต้นกับการภาวนามาก เพราะคนมีความทุกข์มาก ความทุกข์คืออะไร การให้ความหมายอันหนึ่งที่ผมชอบก็คือ ความทุกข์คือการตัดขาด ความทุกข์เกิดเพราะเราตัดขาดจากความสัมพันธ์เชื่อมโยง เมื่อเราไม่เข้าใจว่าเราทุกข์เพราะเราตัดขาดจากตัวเอง คนอื่น ธรรมชาติ และความเป็นจริง เราก็พยายามหาบางสิ่งเข้ามาทดแทนซึ่งก็คือความสุข แต่กลับกลายเป็นว่ายิ่งปฏิบัติทางจิตวิญญาณ เรายิ่งหาทางเบี่ยง หาทางลัดไปสู่ความสุข โดยไม่ได้กลับมาอ่อนโยนกับตัวเอง สัมพันธ์กับตัวเอง ผู้คน ธรรมชาติ เรามัวสนใจแต่ผลลัพธ์จนหลายครั้งที่เราพยายาม ไต่ขึ้นไป เราก็ยิ่งหลงลืมว่ามีผืนดิน มีสิ่งรอบตัวที่เราควรน้อมกลับลงมาสัมพันธ์ด้วย

การภาวนาคือการฝึกที่จะอยู่กับตัวเองให้เป็น อยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น อยู่กับสิ่งแวดล้อม อยู่กับฤดูกาล ความผันแปร ฉะนั้นถ้าเรามองเห็นอย่างแจ่มชัดและผ่อนคลายกับมันได้ เราก็จะเรียนรู้มันด้วยความละเอียดอ่อน การเข้าคอร์สภาวนาก็คือการจัดสถานที่ หรือสถานการณ์บางอย่างให้เราได้อยู่กับตัวเอง เพราะปกติเราอยู่กับตัวเองไม่ได้ นั่งเฉยๆแค่ ๕ นาทีก็ไม่ได้ คอร์สภาวนาคือการให้กำลังใจว่าเราทุกคนสามารถอยู่กับตัวเองได้ เทคนิควิธีการทั้งหลายที่ครูบาอาจารย์ส่งทอดต่อกันมา ก็คือการปล่อยวางความคิด จนเราสามารถที่จะนิ่งอยู่กับตัวเองได้จริงๆ ความคิดเข้ามากั้นขวางทำให้เรามองไม่เห็นความจริงที่อยู่ตรงหน้า ช่วงแรกของการฝึกเราจะเห็นว่าเรามีความคิด ความกลัว ความคาดหวังเป็นกำแพง การฝึกช่วงแรกๆ จะเต็มไปด้วยความคิด จะทำอย่างไรให้เราปล่อยวางความคิด อยู่กับความเงียบ อยู่กับเสียงต้นไม้ อยู่กับเสียงหัวใจของเราได้

การมาเข้าวิปัสสนา หรือคอร์สอบรมภาวนาต่างๆ ไม่ใช่สิ่งที่เป็นธรรมชาติ จริงๆแล้วมันก็เหมือนโรงพยาบาลโรคจิต เราป่วยและต้องการการบำบัด คอร์สเหล่านี้ทำไว้สำหรับคนเมืองที่ป่วย ซึ่งผมก็ป่วยมาเช่นเดียวกัน เราเต็มไปด้วยความคิด เดินก็ลอยๆ ไม่ค่อยสัมพันธ์กับอะไร นี่คือความป่วยของคนเมืองในโลกสมัยใหม่ที่อยู่ในภาวะตัดขาดอย่างรุนแรง เราจึงมีคอร์สต่างๆ ให้เข้ามากมาย ซึ่งผมหวังว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งเราจะไม่ต้องเข้าคอร์สเหล่านี้อีกต่อไป เราสามารถเริ่มที่จะกลับมาปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เรียนรู้จากชีวิตจริง ธรรมชาติ สัมพันธ์กับผืนดินและผู้คน สิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดความสัมพันธ์ในชีวิตจริงๆ ทำให้ชีวิตมีความหมาย มีพลัง เราต้องมองให้ออกว่าการฝึกภาวนาของเรา เราทำอะไรอยู่ ชีวิตมันเป็นเป้าหมายของมันเอง ไม่ใช่เราจะมาเอาดีทางการภาวนา แต่การภาวนาคือชีวิต คือประสบการณ์ในชีวิต ทุกความทุกข์ ทุกความสุข ถ้าเรามีพื้นฐานของการฝึกใจที่ดี ใจเราจะเปิด และมันจะเป็นพื้นฐานของการใช้ชีวิตของเรา

โจน จันได: การภาวนาคือการเป็นปกติ ถ้าเราพูดเสียงดังก็พูดเสียงดัง ไม่ต้องทำอะไรให้มันวิจิตรพิสดาร ถ้าเราฝึกที่จะยืน เดิน นั่ง นอน จับนั้นนี่ ไป ไม่ได้คิดอะไร ก็จะเกิดความไม่ประมาททางจิต เรารู้สึกได้ว่าเราทำอะไรอยู่ เป็นชีวิตปกติประจำวัน เหยียบดินถ้าเราเหยียบอะไรที่มันแข็งเราก็หยุด มันเป็นความปกติของการมีชิวิตอยู่ แต่ก่อนผมก็เคยคิดว่าการภาวนาคือการนั่งเพื่อฝึกใจให้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ เห็นชาติที่แล้ว ชาติหน้า เห็นหวย เห็นเลข สัมผัสกับญาติพี่น้องที่ตายไปแล้ว มันกลายเป็นเรื่องที่ไกลจากตัวเอง บางครั้งก็เพลิดเพลินกับการนิ่งเหมือนจมลึกไปสู่สิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด หรือลอยไปไกล เมื่อก่อนผมติดที่จะนั่งแบบนั้น แต่มันก็อยู่แค่นั้น ไม่ได้ไปไหน เพราะเราติดกับความรู้สึกวูบวาบ กลายเป็นการภาวนาทำให้เราเสียเวลาไปอย่างน่าเสียดาย

การภาวนาคือการเข้าใจการทำงานของใจตัวเองว่า เช่น ทำไมเราต้องโกรธเวลาใครพูดไม่เข้าหู ทำไมเราต้องเสียดายเวลาอะไรพรากจากเราไป เป็นการพิจารณาสืบค้นไปเรื่อยๆ ทำให้เราเห็นอะไรที่มากขึ้น จนคลี่คลายปัญหาในชีวิตได้ แต่ก่อนที่จะพิจารณาสืบค้น เราก็ต้องมีใจที่นิ่งเสียก่อน นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการภาวนา เมื่อเรานิ่งแล้วก็ใช้การพิจารณาสืบค้นปัญหาในชีวิตของเรา ผมมักพิจารณาสืบค้นกายของตัวเอง ดูว่าอะไรคือตัวเรา ผมเห็นแต่การไหลของธาตุต่างๆ ในรูปของอากาศ น้ำ อาหาร แล้วมันก็ไหลออกไป แต่เราอาจเห็นว่ามันช้ามากจนเราเข้าใจว่านี่คือตัวของเรา แต่ถ้าเรามองให้ไกลออกไป เห็นเหมือนชีวิตของผีเสื้อ จะเห็นว่าชีวิตคนเรามันไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณากายบ่อยๆ ก็เห็นว่า นี่ไม่ใช่ตัวผมนะ นี่เป็นแค่ส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งของตัวผมเท่านั้นเอง ตัวผมคือพื้นดิน คือน้ำ คืออากาศด้วย มันเชื่อมโยงไหลเวียนตลอดเวลา การเข้าใจว่าตัวผมมีแค่นี้ คือการเข้าใจผิดมากๆ เพราะตัวนี้จะอยู่ไม่ได้เลยถ้าตัดขาดจากพื้นดิน อากาศ พืช สัตว์ มันอยู่ไม่ได้ ฉะนั้นตัวทั้งหมดคือตัวเดียวกัน ความรู้สึกอย่างนี้ได้ทำให้ใจเราไม่กลัว หรือกังวลกับการมีชีวิตอยู่ เพราะทั้งหมดคือตัวเรา ทำให้ใจเรากว้างมากขึ้น เพราะตัวเรานี้คือส่วนที่เล็กที่สุดของตัวเราเท่านั้น เราต้องดูแลตัวเราทั้งหมด โลก ต้นไม้ อากาศ

เมื่อเราเห็นความปกติของชีวิต เราก็จะไม่กลัว ใช้ชีวิตไปแบบนี้ เราใช้ชีวิตที่ไม่ทำร้ายตัวเองก็คือการไม่ทำร้ายสิ่งต่างๆ การภาวนาสำหรับผมคือการนั่งนิ่งๆ ไม่ปล่อยให้ความกลัว ความกังวล อดีตหรืออนาคตมารบกวนเรามากเกินไป ในช่วงที่สิ่งต่างๆเหล่านี้ไม่รบกวนเรา เราก็จะพบความนิ่ง ด้วยความนิ่งเราก็นำมาพิจารณาสืบค้น มันจะทำให้เราเห็นอะไรที่ชัด ลึก มากขึ้น

ไม่รู้ว่าถูกหรือผิด แต่ทำให้มันเบา สบาย ง่าย ผมก็ฝึกอย่างนี้มาเรื่อยๆ

วิจักขณ์ พานิช:  สิ่งที่เรามาฝึกกับพี่โจคือการพึ่งตัวเองทางปัจจัย ๔ ส่วนการภาวนาก็คือการกลับมาพึ่งตัวเองทางจิตวิญญาณ หลายสิ่งหลายอย่างในระบบสังคมทุกวันนี้พยายามดึงเราให้เป็นทาส แม้แต่เรื่องทางจิตวิญญาณก็เหมือนกัน ที่มักหาวิธีที่จะเล่นกับความกลัว ความอยาก ความขาดพร่องของคน คนที่ฝึกภาวนาไม่ใช่ฝึกเพื่อให้คลั่งไคล้ครู คลั่งไคล้ศาสนา คลั่งไคล้ธรรมะ แต่เป็นการค่อยๆ ปลดความจริงในตัวเรา ค่อยๆเป็นอิสระจากการพึ่งพิงสิ่งต่างๆจากภายนอก  ภาวนาที่แท้จริงคือการพึ่งตัวเอง การกลับมาเชื่อในศักยภาพของตัวเอง การปฏิบัติทางจิตวิญญาณไม่ควรทำให้เราอ่อนเปลี้ย กลัวยิ่งขึ้น ต้องเร่งตัวเองมากขึ้น หรือต้องถีบตัวเองให้สูงขึ้น นั่นดูจะไม่ใช่คุณค่าทางจิตวิญญาณ แต่เป็นการเล่นกับความกลัวเสียมากกว่า

โจน จันได:  คำว่า “อัตตาหิ อัตโนนาโถ” เป็นคำทางจิตวิญญาณ ไม่ใช่คำทางโลกที่เราเข้าใจว่าการพึ่งตัวเอง ไม่พึ่งพิงคนอื่น แต่มันหมายความว่า การที่เราจะต้องเข้าใจด้วยตัวเอง ไม่มีใครที่จะพึ่งพิงได้ ตัวเราต้องทำด้วยตัวของเราเอง

เมื่อก่อนผมก็วิ่งตามอาจารย์ คิดว่าอาจารย์จะช่วยเราได้ หนังสือเล่มไหนว่าดี ก็ต้องอ่าน คิดว่าจะช่วยได้ แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นแค่แผนที่ที่ช่วยบอกเราว่าถ้าจะไปทางนั้น จะต้องเจอสิ่งนั้น สิ่งนี้ ฉะนั้นการที่จะเข้าใจความจริงของการมีชีวิตอยู่เราต้องเดินไปเอง การอ่านมากๆ ก็แค่เป็นเพียงคนที่รวบรวมแผนที่ เข้าหาอาจารย์ทุกอาจารย์ก็ไม่มีความหมายอะไร เพราะมัวแต่ชื่นชมอาจารย์ นี้คือกำแพงที่ใหญ่มากสำหรับผมเองในอดีต แต่เมื่อลงมือทำมันไม่สูตร ไม่มีตำรา รูปแบบทั้งหมดถูก สำหรับคนบางคน รูปแบบทั้งหมดผิดสำหรับคนบางคน แล้วแต่จริตของใครเท่านั้นเอง เพราะว่าความจริงไม่มีศาสนาหรือลัทธิ แต่เป็นสิ่งสากลของการเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งหมด ในหลายๆอาจารย์มีทั้งจริงและปลอมทำให้เราสับสนมากขึ้น แต่เรื่องจิตใจควรเป็นเรื่องที่ง่าย ไม่ซับซ้อน

ผมอาจจะหลงทางก็ได้ แต่ผมรู้สึกว่าชีวิตผมเบา สบายยิ่งขึ้น แค่นี้ก็พอ เพราะผมไม่ได้คิดถึงสวรรค์ นิพพาน การบรรลุ มันแค่แสวงหาความง่ายให้ชีวิต

ตุลาคม ๒๕๕๒

Six Illusions
As Metaphors of Impermanence


Look there at all the objects appearing outside,
Fleeting visions, like last night’s dream.
When you recall they’re dream-like, these delusions make your mind uneasy.
Have you cut delusion at the root, Rechungpa?
When I reflect on this, sublime Dharma comes to mind.

When looking inward at your body,
Transitory like a city of ghandharvas,
Its rising and falling make your mind uneasy.
Have you cut through [the fear of] birth and death, Rechungpa?
When I reflect on this, sublime Dharma comes to mind.

When looking inward at the perceiving mind,
Fugitive like a bird in the crest of a tree,
So restless its makes your mind uneasy.
Have you taken a hold of mind’s secure ground, Rechungpa?
When I reflect on this, sublime Dharma comes to mind.

When looking inward at the breath moving inside,
It’s impermanent like mist in the air.
The fading and passing of mist makes your mind uneasy.
Have you seen movement vanish on its own, Rechungpa?
When I reflect on this, sublime Dharma comes to mind.

When looking at these friends assembled here,
They’re transient like crowds at a fair.
Once gathered, they’re sure to part, making your mind uneasy.
Have you set relations on a higher level, Rechungpa?
When I reflect on this, sublime Dharma comes to mind.

When looking at the wealth collected here,
Evanescent like honey of the bees,
Someone else enjoying your things make your mind uneasy.
Have you opened the treasure of mind itself, Rechungpa?
When I reflect on this, the sublime Dharma comes to mind.


มายาแห่งความไม่เที่ยงทั้งหก

มองออกไป ยังวัตถุที่ปรากฏอยู่ภายนอก
ภาพซึ่งพริบตาเดียวก็หายวับไป ราวกับภาพฝันในคืนก่อน
เมื่อใดที่เธอระลึกได้ ช่างทำให้ใจอึดอัดสับสน
เธอได้ตัดภาพลวงตาที่รากของมันแล้วหรือยัง เรชุงปะ
เมื่อฉันได้สะท้อนถึงสิ่งนี้ ธรรมะอันลึกซึ้งเอ่อล้นขึ้นในใจ

เมื่อใดที่มองเข้าไปในร่างกายที่ยาววาหนาคืบ
ปราศจากความยั่งยืนถาวร เหมือนนครแห่งคนธรรพ์
มีขึ้นมีลง ทำให้ใจอึดอัดสับสน
เธอได้ตัดผ่านความกลัวแห่งการเกิดและการตายแล้วหรือยัง เรชุงปะ
เมื่อฉันได้สะท้อนถึงสิ่งนี้ ธรรมะอันลึกซึ้งเอ่อล้นขึ้นในใจ

เมื่อใดที่มองเข้าไปในจิตรับรู้
ไร้หลักเหมือนนกบนยอดต้นไม้
ไม่เคยมีเวลาได้หยุดพัก ทำให้ใจอึดอัดสับสน
เธอได้สร้างพื้นที่อันปลอดภัยในจิตบ้างแล้วหรือยัง เรชุงปะ
เมื่อฉันได้สะท้อนถึงสิ่งนี้ ธรรมะอันลึกซึ้งเอ่อล้นขึ้นในใจ

เมื่อใดที่มองเข้าไปในลมหายใจที่เคลื่อนไหวอยู่ภายใน
ผันแปรเปลี่ยนไป ราวกับไอหมอกในอากาศ
การเลือนหายไปของมัน ทำให้ใจอึดอัดสับสน
เธอได้เห็นการเคลื่อนไหวจางคลายไปด้วยตัวของมันเองแล้วหรือยัง เรชุงปะ
เมื่อฉันได้สะท้อนถึงสิ่งนี้ ธรรมะอันลึกซึ้งเอ่อล้นขึ้นในใจ

เมื่อใดที่มองไปยังหมู่เพื่อนที่รวมตัวกันอยู่ที่นี่
ประเดี๋ยวประด๋าว ราวกับฝูงชนในตลาดนัด
ครั้นมาเจอกัน ก็ต้องจากกันไป ทำให้ใจอึดอัดสับสน
เธอได้ตั้งความสัมพันธ์ไว้ในความหมายที่สูงพอแล้วหรือยัง เรชุงปะ
เมื่อฉันได้สะท้อนถึงสิ่งนี้ ธรรมะอันลึกซึ้งเอ่อล้นขึ้นในใจ

เมื่อใดที่มองไปที่ความมั่งคั่ง อันได้ถูกสะสมไว้ที่นี่
จางใสแทบมองไม่เห็นเหมือนน้ำผึ้ง
ใครจะมามีสุขกับสิ่งของของเธอ ทำให้ใจอึดอัดสับสน
ทว่าเธอได้เปิดขุมทรัพย์ล้ำค่าแห่งใจตนแล้วหรือยัง เรชุงปะ
เมื่อฉันได้สะท้อนถึงสิ่งนี้ ธรรมะอันลึกซึ้งเอ่อล้นขึ้นในใจ...

มิลาเรปะ
แปลโดย วิจักขณ์ พานิช

r